“คุณเป็นคนที่น่าเชื่อถืออย่างเต็มร้อยหรือเปล่า?”: ทนายของ มัสก์ จี้ถาม ซีอีโอ OpenAI กลางศาล


ผมมีข่าวเดือดจากวงการไอทีต่างประเทศมาเล่าให้ฟังครับ เป็นคดีมหากาพย์ที่หลายคนกำลังจับตามอง เมื่อ สตีเวน โมโล (Steven Molo) ทนายความของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เปิดฉากซักค้าน แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ในชั้นศาลเมื่อ วันอังคารที่ผ่านมา ด้วยคำถามสั้นๆ แต่แทงใจดำว่า "คุณเป็นคนที่น่าเชื่อถืออย่างเต็มร้อยหรือเปล่า?"

ชนวนเหตุของคดีนี้เกิดจาก มัสก์ ได้ยื่นฟ้อง OpenAI รวมถึงตัว อัลต์แมน และประธานบริษัท เกร็ก บร็อกแมน (Greg Brockman) โดยกล่าวหาว่าพวกเขาทรยศต่อความเชื่อใจขององค์กรการกุศล จากการเปลี่ยนผ่าน OpenAI จากภารกิจเดิมที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (Nonprofit) ไปสู่โครงสร้างที่มุ่งเน้นผลกำไร (For-profit) แถมงานนี้ Microsoft ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาลงทุนตั้งแต่แรกๆ ก็โดนลากเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยครับ

ในศาล ทนายของมัสก์ได้ยิงคำถามกดดันอัลต์แมนอย่างหนัก ทั้งเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไปซื่อสัตย์จากบอร์ดบริหาร เรื่องการลงทุนส่วนตัวของเขา รวมถึงเหตุการณ์รัฐประหารเงียบที่เขาโดนไล่ออกจากตำแหน่งซีอีโอแบบสายฟ้าแสบเมื่อปี 2023

เมื่อฝั่ง OpenAI สวนกลับ มัสก์นั่นแหละที่อยากคุมเกมคนเดียว

ในทางกลับกัน ทนายความของ OpenAI ก็ไม่ได้อยู่เฉยครับ ได้ให้การตอบโต้ว่า มัสก์ (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและลงขันให้ทุนกับบริษัทในยุคแรก) จริงๆ แล้วต้องการสิทธิ์ในการ "ควบคุมเบ็ดเสร็จ" เหนือ OpenAI ตั้งแต่แรก แต่อัลต์แมนพยายามผลักดันะละคัดค้าน เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ทรงพลังนี้จะไม่ตกไปอยู่ในมือของใครเพียงคนเดียว

สำหรับเป้าหมายของมัสก์ในการฟ้องร้องครั้งนี้ เขาต้องการให้ผู้พิพากษามีคำสั่งให้ OpenAI กลับไปเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรเหมือนเดิม และต้องการให้ อัลต์แมน กับ บร็อกแมน หลุกจากตำแหน่งบอร์ดบริหาร นอกจากนี้ยัเรียกร้องให้คืนเงินมากกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลับเข้าสู่มูลนิธิไม่แสวงหากำไรของ OpenAI ด้วย ซึ่งถ้าศาลตัดสินให้มัสก์ชนะขึ้นมา แผนการที่ OpenAI จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปีนี้คงปั่นป่วนไม่น้อยเลยละครับ

แน่นอนว่าทาง OpenAI ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยสวนกลับว่า มัสก์เองนั่นแหละที่เคยอยากได้โครงสร้างแบบมุ่งเน้นผลกำไร และที่มาฟ้องร้องตอนนี้ก็เพราะว่าตัวเองล้มเหลวในการเข้าควบคุม OpenAI แถมยังสำทับอีกว่า มัสก์ซึ่งแยกตัวไปตั้งบริษัท AI ของตัวเองหลังจากลาออกในปี 2018 กำลังพยายามแตะสกัดขาคู่แข่งทางธุรกิจอยู่ต่างหาก

โดนรื้อแผลเก่า ประเด็นความน่าเชื่อถือของ แซม อัลต์แมน

ทนายความของมัสก์ได้ยกคำให้การก่อหน้านี้ของสมาชิกบอร์ดบริหารและอดีตผู้บริหาร OpenAI ที่ระบุว่า อัลต์แมนเป็นคนไม่ซื่อสัตย์และชอบสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษด้วยการโกหก ซึ่งตัวอัลต์แมนเองก็ได้โต้แย้งคำครหาก่อนจะนิยามตัวเองว่าเป็น "นักธุรกิจที่ซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือ" แต่อ้างว่าเขาไม่ทราบถึงข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงบางประการ 

นอกจากนี้ อัลต์แมนยังวิจารณ์วิธีที่บอร์ดบริหารจัดการกับการไล่เขาออกในตอนนั้นว่าเป็นการ "เข้าใจผิด"

แต่ถ้าย้อนไปดูคำให้การเมื่อวันจันทร์ อิลยา ซุตสเคเวอร์ (Ilya Sutskever) ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ซึ่งเคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการโหวตไล่อัลต์แมนออก ได้ขึ้นให้การว่า เขาใช้เวลาหลายเดือนในการรวบรวมหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึง "พฤติกรรมการหลอกลวงและการบริหารจัดการที่ย่ำแย่" ของอัลต์แมน (แม้ว่าภายหลัก อัลยาจะเปลี่ยนใจโหวตให้เอาอัลต์แมนกลับมา และบอกว่าเสียใจที่ทำแบบนั้นไปก็เถอะ) ซึ่งเหตุการณ์ลุกเป็นไฟในปี 2023 นั้น จบลงด้วยการที่อัลต์แมนคัมแบ็กในไม่กี่วัน และมีการล้างไพ่เซ็ตบอร์ดบริหารชุดใหม่ทั้งหมด

อัลต์แมนได้อธิบายถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่าเป็น "การหักหลังครั้งใหญ่" ที่ "เปิดเผยต่อสาธารณะ" และ "เจ็บปวดมาก"

ศึกแย่งชิงการควบคุมอนาคตของ AI (AGI)

ประเด็นสำคัญในการก่อตั้ง OpenAI คือการควบคุม AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่มีความสามารถทางสติปัญญาทัดเทียมกับมนุษย์ในทุกๆ ด้าน โดยอัลต์แมนระบุว่าบริษัทถูกก่อตั้งขึ้นมาเพราะเขารวมถึงผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นๆ เชื่อว่าไม่ควรมีใคร "คนใดคนหนึ่ง" มาครอบครองและสั่งการ AGI ได้หากมันถูกพัฒนาขึ้นมาสำเร็จ"

อัลต์แมนเผยว่า มัสก์ต้องการสิทธิ์ขาดในการควบคุม OpenAI ในเวอร์ชันแสวงหากำไรช่วงเริ่มต้น โดยสัญญาว่าจะค่อยๆ ลดบทบาทและอำนาจลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่อัลต์แมนไม่ปักใจเชื่อ เพราะจากประสบการณ์ที่เขาเคยทำงานกับสตาร์ทอัปมาเยอะ ผู้นำน้อยคนนักที่จะยอมปล่อยมือจากอำนาจในบริษัทที่กำลังประสบความสำเร็จ

มีอยู่ช่วงนึงที่ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI เคยยิงคำถามสำคัญใส่ช็อตฟิลมัสก์ว่า "ถ้าคุณได้คุม OpenAI แล้สถ้าคุณตายไป บริษัทจะเป็นยังไงต่อ?" มัสก์กลับตอบว่า "ไม่ได้คิดเรื่องงนี้ไว้เท่าไหร่ แต่อาจจะส่งต่อให้ลูกๆ มั้ง" อัลต์แมนเล่าว่าคำตอบนั้นทำเอาคนในห้องถึงกับ "ขนลุกซู่" และเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากที่จะให้เป็นแบบนั้น

สุดท้าย อัลต์แมนทิ้งทายว่า มัสก์ลาออกไปในปี 2018 เพราะหมดศัทธาและคิดว่า OpenAI ไม่มีทางประสบความสำเร็จ แถมยังมีหลักฐานอีเมลที่มัสก์เคยเขียนไว้ว่า OpenAI ไม่ใช่คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับแล็บวิจัย DeepMind ของ Google เลยด้วยซ้ำ (ซึ่งตอนนั้น Google เป็นผู้นำด้าน AI อยู่) นอกจากนี้อัลต์แมนยังแฉเพิ่มว่า ก่อนที่มัสต์จะลาออก เขาได้บั่นทอนกำลังใจของนักวิจัยเก่งๆ ด้วยการจับพวกเขามาจัดลำดับผลงาน ซึ่งสร้างงความเสียหายต่อวัฒนธรรมองค์กรมาก และการลาออกของมัสก์ในตอนนั้นนั่นแหละ ที่ช่วยให้ขวัญกำลังใจของคนในทีมพุ่งสูงขึ้นมาได้

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้