ทำเนียบขาวเลื่อนคำสั่งคุม AI "ทรัมป์" หวั่นกฎเหล็ก 90 วันกลายเป็นตัวขัดขวางนวัตกรรม

วันนี้ผมสรุปข่าวเด่นประเด็นร้อนจากฝั่งทำเนียบขาวมาฝากกัน เป็นเรื่องที่คนในวงการไอทีและ AI ทั่วโลกกำลังจับตาดูกันตาไม่กระพริบเลยครับ

ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่ง "เลื่อน" การลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order หรือ EO) ที่ว่าด้วยการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทั้งที่เดิมทีมีกำหนดการจะเซ็นกันแบบด่วนจี๋เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แถมเป็นการเลื่อนมาแล้วหลายรอบด้วยครับ

เหตุผลที่ท่านผู้นำสั่งเบรกหัวทิ่มแบบนี้ ทรัมป์แอบกระซิบกับสื่อตรงๆ เลยว่า "ผมไม่ชอบบางแง่มุมในร่างคำสั่งนี้" แถมยังบอกอีกว่า กฎเกณฑ์พวกนี้มันจะกลายมาเป็น "ตัวขัดขวาง" (Blocker) นวัตกรรมและการเติบโตของเทคโนโลยีมากกว่า โดยแกตบท้ายด้วยความมั่นใจตามสไตล์ว่า "ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังนำหน้าจีน และนำหน้าทุกๆ ประเทศอยู่แล้ว ผมต้องเมคชัวร์ว่ากติกานี้จะไม่มาเตะตัดขาความสำเร็จของเรา"

เบื้องหลังดราม่า: รัฐอยากตรวจ 90 วัน บิ๊กเทคขอแค่ 14 วัน

สาระสำคัญของร่างคำสั่งเจ้าปัญหานี้จริงๆ แล้วคือการสร้าง "ระบบตรวจสอบโดยสมัครใจ" (Voluntary Review Process) หมายความว่า ก่อนที่บริษัท AI ยักษ์ใหญ่จะปล่อยโมเดลล้ำๆ (Frontier Models) ออกสู่สาธารณะ จะต้องส่งให้รัฐบาลเอาไปทดสอบและประเมินความปลอดภัยก่อน

แต่จุดที่คุยกันไม่ลงตัวจนเกิดการยื้อกันไปมาระหว่างภาครัฐกับตัวแทนจากค่ายบิ๊กเทค (เช่น OpenAI และ Anthropic) ก็คือ "ระยะเวลาในการกักตัวตรวจสอบ" ครับ

  • ฝั่งรัฐบาล: อยากได้เวลาตรวจเน้นๆ นานถึง 90 วัน เพื่อดูความปลอดภัยรอบด้าน
  • ฝั่งบริษัท AI: มองว่า 90 วันมันนานเกินไป เทคโนโลยีไปไวขนาดนี้ ขอกักตรวจแค่ 14 วัน พอได้ไหม?
ความกังวลเรื่อง "Cyberattack" และชนวนเหตุจากโมเดลลึกลับ "Mythos"

ถามว่าทำไมอยู่ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ ถึงอยากเข้ามาตรวจเข้ม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปล่อยฟรีสไตล์มาตลอด?

คำตอบคือผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า AI ระดับแอดวานซ์ในปัจจุบันมันฉลาดเกินไป จนสามารถเอาไปอัปเกรดการโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattacks) ให้รุนแรงและรวดเร็วขึ้นได้อย่างน่ากลัว

ชนวนเหตุสำคัญเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองครับ เมื่อค่าย Anthropic ได้พัฒนาโมเดลตัวใหม่ที่ชื่อว่า "Mythos" (ซึ่งทางค่ายเคลมว่ามันสามารถเจาะและหาช่องโหว่ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ได้เร็วแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน) 

แต่ด้วยความที่มันอันตราย Anthropic เลยยังไม่เปิดให้คนทั่วไปใช้ แต่ใช้วิธีจำกัดการเข้าถึงเฉพาะกลุ่มพาร์ทเนอร์ที่คัดสรรมาแล้วอย่างเข้มงวดภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Project Glasswing เพื่อช่วยกันอุดรอยรั่วของระบบ เช่นเดียวกับฝั่ง OpenAI ที่เริ่มให้สิทธิ์รัฐบาลและภาคธุรกิจเข้าถึงโมเดลเวอร์ชันใหม่ก่อนใครเพื่อเอาไปใช้ตั้งรับภัยไซเบอร์ พอเห็นไอ้เจ้าโมเดลเทพๆ อย่าง Mythos โผล่มา รัฐบาลก็เลยเริ่มนั่งไม่ติด จนกลายมาเป็นร่างคำสั่ง EO ฉบับนี้ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:

  1. ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity): ตั้งศูนย์ประสานงาน (Clearinghouse) โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับบริษัทไอที เพื่อหาทางอุดช่องโหว่ในโมเดล AI ที่ยังไม่ปล่อยสู่สาธารณะ
  2. ด้านโมเดลแถวหน้า (Covered Frontier Models): กำหนดนิยามว่า AI แบบไหนที่เข้าข่ายต้องส่งให้รัฐบาลช่วยกรองและตรวจสอบล่วงหน้า
สรุปแล้วทิศทางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?

ตอนนี้ในหน้าเว็บของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) สังกัดกระทรวงพาณิชย์ แอบถอดประกาศที่เคยบอกว่าบริษัทเทคจะยอมแชร์โมเดลให้รัฐตรวจออกไปแล้วด้วย ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือเข้าไปใหญ่

งานนี้ต้องดูกันยาวๆ ครับว่า ระหว่าง "ความมั่นคงปลอดภัย" ที่รัฐบาลกังวล กับ "ความเร็วในการนวัตกรรมเพื่อแซงหน้าคู่แข่ง" ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญ สุดท้ายแล้วทำเนียบขาวจะหาจุดสมดุลและคลอดกฎหมายควบคุม AI ออกมาในรูปแบบไหน

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้