วิธีเอาตัวรอดให้งานของคุณปลอดภัยในยุค AI ครองเมือง
Meta, Nike, Intuit, UPS... ดูเหมือนว่าช่วงนี้จะมีข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ประกาศเลย์ออฟพนักงานกันแทบทุกวันเลยนะครับ แถมหลายแห่งยังบอกตรงๆ ว่าเป็นเพราะ AI อีกด้วย จากรายงานล่าสุดของ Goldman Sachs ระบุว่า AI ได้เข้ามาลดอัตราการจ้างงานรายเดือนของสหรัฐฯ ลงไปแล้วราวๆ 16,000 ตำแหน่งในช่วงปีที่ผ่านมา
กลุ่ม "Knowledge workers" หรือกลุ่มคนทำงานที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะ และการวิเคราะห์ คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดครับ เพราะผลงานที่พวกเขาทำคือสิ่งที่ AI สามารถลอกเลียนแบบได้ดีที่สุด แถมยังทำได้ในระดับที่เหนือมนุษย์ รวดเร็ว และทำได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีพัก
"งานที่มีมูลค่าสูงๆ งานประเภทที่เรามักจะบอกให้ลูกหลานตั้งใจเรียนเพื่อไปทำ อย่างวิศวกรซอฟต์แวร์, ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน, นักบัญชี หรือทนายความ อาชีพที่ต้องใช้กระบวนการทางความคิดเหล่านี้แหละครับ คือกลุ่มที่เปราะบางและเสี่ยงโดน AI แย่งงานมากที่สุด"
อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ดีในบางมิติครับ และนี่คือสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาเก้าอี้ทำงานของคุณให้มั่นคง
1. ลอง "ตรวจสอบ" บทบาทหน้าที่ของตัวเอง (Audit your role)
ก่อนที่เราจะปกป้องอาชีพของเราในอนาคตได้ เราต้องมองงานที่ทำอยู่ปัจจุบันตามความเป็นจริงก่อนครับ ให้คิดซะว่างานของเราคือ "การรวมกันของภารกิจย่อยๆ ที่เราต้องสลับไปมาในแต่ละวัน"
ลองมาเช็กกันหน่อยครับว่า ในบรรดางานเหล่านั้น มีงานไหนที่เป็นงานทำซ้ำๆ ทำตามกฎเกณฑ์ตายตัวบนคอมพิวเตอร์บ้าง? (เช่น การทำรายงานเคลมค่าใช้จ่าย ที่แค่เอาข้อมูลดิบมาเปลี่ยนให้อยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง) ยิ่งงานไหนที่มีรูปแบบที่คาดเดาได้ง่าย งานนั้นก็ยิ่งเสี่ยงต่อการโดนแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติครับ
ซีอีโอของ Cloudflare เคยเขียนบทความลง Wall Street Journal ว่า เขาเพิ่งเลย์ออฟพนักงานออกไป 20% โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม "ผู้ประเมินผล" (Measurers) เช่น ผู้บริหารระดับกลาง, ฝ่ายตรวจสอบ, ฝ่ายปฏิบัติการ และฝ่ายกำกับดูแล
"AI ไม่ได้มาเพื่อแย่งงานของคนสร้าง (Builders) หรือคนขาย (Sellers) แต่สิ่งมันจะมาแทนคือคนประเมินผล (Measurers) เพราะระบบ AI ทำงานได้ไม่มีเหน็ดเหนื่อย เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ และพร้อมใช้งานตลอดเวลา มันสามารถวัดผลองค์กรได้ด้วยรายละเอียดและความแม่นยำในระดับที่ต่อให้เป็นพนักงานที่เก่งที่สุดก็ยังทำไม่ได้"
ในทางกลับกัน งานบางประเภท เช่น งานบริการส่วนหน้า (Hospitality), งานสาธารณสุข และงานฝีมือ (Skilled trades) ยังคงต้องใช้คนจริงๆ ไปปรากฏตัวเพื่อทำงานนั้นๆ ซึ่งหุ่นยนต์ (Robotics) ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยเป็นทศวรรษครับกว่าจะพัฒนามาแทนที่ได้
2. ลงทุนในทักษะที่ AI เลียนแบบได้ยาก
หลังจากตรวจสอบตัวเองแล้ว ให้หันมาโฟกัสกับทักษะที่ไม่ใช่การทำซ้ำ คาดเดาได้ หรือทำตามกฎเกณฑ์ครับ นอกจากงานที่ต้องใช้แรงกายแล้ว AI ในตอนนี้ยังไม่เก่งในเรื่องของงานที่ต้องใช้ความตระหนักรู้ทางอารมณ์และสังคม เช่น "การเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร หรือไดนามิกของกลุ่มคน"
นอกจากนี้ AI มักจะมีลักษณะของการวนลูปหยิบข้อมูลเก่ามาใช้ (Recursive) มากกว่าที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือมีความคิดสร้างสรรค์แท้ๆ
Shrier เสริมว่า "AI นั้นแย่งงานสร้างสรรค์ได้ยาก แต่มันกลับเก่งอย่างน่าประหลาดใจในการขยายความจากคำสั่ง (Prompts) ที่สร้างสรรค์ ดังนั้น เรายังคงต้องใช้มนุษย์ในการคิดไอเดียและคอยนำทาง AI ให้สร้างสิ่งที่น่าสนใจออกมาอยู่ดี"
ลงทุนกับทักษะเหล่านี้เถอะครับ ถ้างานของคุณมีส่วนที่ต้องขายของหรือโน้มน้าวใจให้คนเซ็นสัญญา ให้เน้นไปที่ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal skills) ที่ช่วยสร้างความเชื่อใจกับลูกค้า เพราะต่อให้ลูกค้าจะใช้ AI ในการหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ แต่เวลาจะควักเงินก้อนโตซื้อจริงๆ พวกเขาก็ยังอยากคุยกับมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี
3. เปิดใจรับ AI และเรียนรู้วิธีสั่งการมัน
อีกไม่นาน AI จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเหมือนกับอินเทอร์เน็ตครับ ลองไปทำความคุ้นเคยกับระบบ AI หลักๆ ดู ลองถาม Chatbot ต่างๆ เกี่ยวกับงานของคุณดูว่า มันจะช่วยให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไรบ้าง แล้วลองเอาคำแนะนำของมันมาทำตามดูครับ หรือจะลองเล่นเครื่องมือเขียนโค้ดใหม่ๆ ที่ช่วยให้คุณสร้างแอปหรือเว็บไซต์ของตัวเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเองเลยสักบรรทัดก็ดีนะ
แต่รู้ไหมครับว่า สิ่งที่จะทำให้ AI มีประโยชน์สูงสุดในที่ทำงานไม่ใช่ Chatbot ทั่วไปหรอกครับ แต่เป็น "AI Agents" หรือโปรแกรมที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ สามารถตัดสินใจและดำเนินการต่างๆ ได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งคุณก็สามารถเรียนรู้วิธีสร้างมันขึ้นมาเองได้ โดยให้ Chatbot นั่นแหละช่วยสอน ลองใช้คำสั่งนี้ดูครับ:
"ฉันอยากเรียนรู้วิธีสร้าง AI Agent ช่วยแนะนำขั้นตอนในการสร้าง Agent ที่สามารถทำ [ใส่ชื่องานเฉพาะเจาะจงที่คุณต้องการให้ทำ] ให้หน่อย"
Shrier บอกว่า "ในแงหนึ่ง นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเป็นผู้ประกอบการเลยครับ เพราะถ้าคุณคิดได้ คุณก็สร้างมันได้ ตอนนี้มีคนสร้างซอฟต์แวร์ระดับองค์กรที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ เพียงแค่ใช้คำสั่งภาษาอังกฤษธรรมดาๆ เท่านั้นเอง"
มนุษย์ไม่มีทางถูกแทนที่ได้ทั้งหมด
แม้แต่อาชีพที่เต็มไปด้วยงานที่ AI ทำแทนได้ ก็ยังคงต้องมีมนุษย์คอยควบคุมอยู่ดีครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ "วงการเขียนโค้ด" ที่ได้รับผลกระทบจาก AI อย่างหนัก แต่ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ได้กล่าวในงาน World Economic Forum เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า พนักงานของเขาก็ยังคงต้องทำหน้าที่แก้ไขและตรวจสอบโค้ดอยู่ดี แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นคนนั่งเขียนมันขึ้นมาเองทั้งหมดแล้วก็ตาม
ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Best-case scenarios) งานที่น่าเบื่อและจำเจในปัจจุบันจะถูกโยนไปให้ AI ทำแทน ในขณะที่งานที่น่าสนใจ ท้าทาย และให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าจะถูกเหลือไว้ให้มนุษย์ทำ โดยมี AI คอยเป็นผู้ช่วย และถ้าเรามองย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นไปได้สูงมากครับว่า ในอนาคตจะมี "อาชีพใหม่ๆ" ที่เกิดจากการผสมผสานภารกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนครับ
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้