เกือบแถมพัง! วิจัยเผยฟีเจอร์ "ความปลอดภัยเด็ก" บนโซเชียลดัง กว่าครึ่งไม่ได้ผลจริงอย่างที่โม้ไว้


ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียพากันประโคมข่าวเปิดตัวฟีเจอร์และระบบป้องกันสารพัด เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาใส่ใจและให้ความสำคัญกับสุขภาวะของกลุ่มผู้ใช้รุ่นเยาว์เป็นอันดับแรก... แต่เดี๋ยวก่อนครับ! ล่าสุดมีงานวิจัยชิ้นใหม่ออกมาแฉว่า ระบบป้องกันเหล่านั้น "มากกว่าครึ่ง" ไม่ได้ทำงานได้จริงอย่างที่โฆษณาไว้เลย

ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัยความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersafety Research Center) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) และมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ได้ทำการทดสอบฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับเยาวชนจำนวน 86 ฟีเจอร์ บนแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง TikTok, Instagram, Snapchat และ YouTube โดยดูว่ามันทำงานตรงตามคำอธิบายไหม และเด็กๆ สามารถหาฟีเจอร์เหล่านี้เจอและใช้งานมันได้จริงในชีวิตจริงร่วงไหม ผลปรากฏว่ามีเพียง 35 ฟีเจอร์ หรือแค่ประมาณ 40% นิดๆ เท่านั้นที่สอบผ่านทั้งสองข้อนี้

แน่นอนครับว่าบรรดาบริษัทโซเชียลมีเดียต่างพากันดาหน้าออกมาปฏิเสธผลวิจัยนี้ โดยอ้างว่าฟีเจอร์ของพวกเขายังทำงานได้ดีตามที่ตั้งใจไว้ หรือไม่ก็บอกว่าวิธีการทดสอบของนักวิจัยไม่ได้สะท้อนพฤติกรรมการใช้งานจริงๆ ของเด็กและวัยรุ่น

แต่ถ้าคุณเป็นผู้ปกครอง ผลวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ระบุชัดเจนเลยครับว่า "พวกเราพบปัญหาเชิงระบบในการออกแบบและการเปิดใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้มากมาย" ซึ่งทางศูนย์วิจัยฯ มองว่า อันตรายจากโซเชียลมีเดียที่เกิดกับเด็กไม่ใช่เรื่องสมมติ และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงจนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก

เขาเปิดห้องแล็บทดสอบกันยังไง?

นักวิจัยสวมรอยสร้างบัญชีทดสอบขึ้นมา 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือบัญชีที่ตั้งวันเกิดเป็นเด็ก (ผู้เยาว์) เพื่อดูว่าฟีเจอร์ความปลอดภัยจะทำงานไหม ส่วนกลุ่มที่สองคือบัญชีผู้ใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพื่อทดสอบระบบจำกัดการปฏิสัมพันธ์กับเด็ก โดยลองดูว่าถ้าเด็กใช้งานตามปกติจะเจอระบบป้องกันเหล่านี้ไหม? ถ้าวัยรุ่นพยายามจะแหกกฎระบบจะจับได้หรือเปล่า? และถ้าผู้ใหญ่แปลกหน้าพยายามจะทักแชตหาเด็ก ระบบจะบล็อกได้จริงไหม?

ผลลัพธ์คือมีฟีเจอร์ที่ "สอบตก" เพียบ! โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ซ่อนอยู่ลึกในตั้งค่าจนหาไม่เจอ, กลุ่มที่พัง (ใช้งานไม่ได้จริงตามที่เคลม), หรือเป็นทั้งสองอย่าง นอกจากนี้ยังมีอีก 9 ฟีเจอร์ที่ถูกตราหน้าว่า "หายสาบสูญ" เพราะนักวิจัยพยายามเปิดใช้ยังไงก็ไม่ขึ้น

ตัวอย่างความพัง

  • Instagram: มีการโฆษณาว่าระบบจะเด้งเตือนให้ผู้ใช้ "หยุดคิดทบทวนก่อนพิมพ์" ถ้าตรวจเจอข้อความบูลลี่ แต่พอทักแชตระหว่างบัญชีวัยรุ่นด้วยคำหยาบคายหรือประโยคแทงใจดำอย่าง "ไม่มีใครชอบแกหรอก" ปรากฏว่าระบบนิ่งสนิท! (ทาง Instagram แก้ต่างว่า ระบบเตือนนี้จะเจตนาไม่แสดงผลถ้าบัญชีทั้งสองฝั่งกดติดตามกันและกันอยู่แล้ว)
  • คำค้นหาอันตราย: ทั้ง 4 แพลตฟอร์มบอกว่าถ้าเด็กค้นหาเนื้อหาอันตราย ระบบจะบล็อกและเด้งปุ่มช่วยเหลือขึ้นมาแทน แต่ในความจริง บัญชีเด็กใน TikTok พอค้นหาเรื่อง "พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (Disordered eating)" และ "การทำร้ายตัวเอง" ตัวแอปกลับแนะนำคำค้นหา (Search suggestions) ต่อท้ายชวนหดหู่ เช่น "วิธีแกล้งทำเป็นกินข้าว" หรือ "ใบมีดโกนบาดผิว" ส่วน Instagram และ Snapchat แค่เด็กพิมพ์สะกดคำว่า Eating disorder ผิดไปนิดเดียว (Deliberate misspellings) ก็สามารถทะลุระบบคัดกรองเข้าไปดูเนื้อหาได้หน้าตาเฉย
  • แชตจากผู้ใหญ่แปลกหน้า: แพลตฟอร์มบอกว่าบล็อกไม่ให้คนแปลกหน้าทักเด็ก แต่บน Snapchat บัญชีผู้ใหญ่สามารถค้นหาและส่งข้อความหาบัญชีเด็กได้โดยไม่มีการเตือนใดๆ พอเด็กกดรับเพื่อนก็เห็นประวัติข้อความทั้งหมดทันที ส่วนบน Instagram แม้จะบล็อกไม่ให้ผู้ใหญ่เริ่มทักก่อนได้ดี แต่ถ้าเด็กดันเป็นฝ่ายทักผู้ใหญ่ไปก่อน (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) หลังจากนั้นผู้ใหญ่คนนั้นจะสามารถพิมพ์ส่งอะไรกลับมาหาเด็กก็ได้แบบไร้การควบคุมและไม่มีคำเตือนขึ้นเลยสักนิด
  • ปุ่มขอพักสายตา (Take a break): ระบบเตือนให้หยุดไถฟีดแก้ติดลม บน Instagram, YouTube และ TikTok ดันมีปุ่ม "Snooze" (เลื่อนเวลาออกไป) ให้เด็กกดปิดแจ้งเตือนแล้วกลับไปไถจอต่อได้สบายใจเฉิบ

จุดที่ทำได้ดี (ก็พอมีอยู่บ้าง)

ใช่ว่าจะแย่ไปหมดทุกอย่างครับ นักวิจัยพบว่าบางฟีเจอร์ก็ทำงานได้ยอดเยี่ยม เช่น

  • ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีพยายามสมัคร TikTok ระบบจะเตือนและบังคับเปลี่ยนเส้นทางให้ไปใช้งานเวอร์ชัน "TikTok for Younger Users" ทันที ซึ่งเวอร์ชันนี้จะดูได้อย่างเดียว (View-only) ปิดระบบค้นหาและระบบแชตทั้งหมด และที่สำคัญคือระบบจะจำอุปกรณ์เครื่องนั้นไว้ ทำให้เด็กไม่สามารถแอบมากดสมัครใหม่โดยโกงอายุบนเครื่องเดิมได้อีก
  • บัญชีผู้เยาว์บน Instagram จะถูกตั้งค่าเริ่มต้นให้เป็น "บัญชีส่วนตัว (Private)" โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเซฟความปลอดภัยเบื้องต้นได้ดีโดยที่เด็กไม่ต้องไปคลำหาวิธีเปิดเอง
บทสรุปจากทีมนักวิจัยบอกไว้ดีมากครับ ความสำเร็จของฟีเจอร์เล็กๆ เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วบริษัทพวกนี้ "สามารถ" ออกแบบระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพได้ ถ้าพวกเขาตั้งใจทำจริงๆ สิ่งที่พวกเขาควรทำคือการออกแบบแพลตฟอร์มที่ลดความเสี่ยงโดยภาพรวมตั้งแต่แรก ไม่ใช่ปล่อยให้แพลตฟอร์มเต็มไปด้วยอันตราย แล้วค่อยมาทำฟีเจอร์กรองประสบการณ์แย่ๆ ออกทีหลังครับ!

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้