เบื้องหลังไวรัลสุดล้ำ! ตลาดเช่าหุ่นยนต์แฉความจริง "ฮิวแมนนอยด์จีน" ยังห่างไกลคำว่าแทนที่มนุษย์
หลังจากที่กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) สัญชาติจีนสร้างความฮือฮาด้วยการโชว์สเตปแดนซ์สุดพร้อมเพรียงงในงานกาล่าเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก ในมุมของคนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นความบันเทิง แต่สำหรับ "อ้าย หลิน" (Ai Lin) สตรีมเมอร์อีคอมเมิร์ซในเมืองหังโจว เขามองเห็นมันเป็น "โอกาสทางธุรกิจ"
เขายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินกว่า 30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท) เพื่อซื้อหุ่นยนต์แอนดรอยด์ตัวแรก และเปิดบริการ "ให้เช่าหุ่นยนต์" ทันที ซึ่งธุรกิจนี้ก็ปังใช่ย่อย เพราะด้วยค่าเช่าวันละ 3,000 หยวน (ประมาณ 15,000 บาท) ลูกค้าสามารถเช่าหุ่นยนต์ไปช่วยดึงดูดความสนใจในงานนิทรรศการ แสดงโชว์ในอีเวนต์ หรือแม้กระทั่งเอาไปใช้เซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน
แต่อย่าเพิ่งหลงกลไวรัล วันนี้มันยังเป็นได้แค่ "ของเล่นไซส์ยักษ์"
แม้ว่าธุรกิจเช่าหุ่นยนต์ของอ้ายหลินจะไปได้สวย แต่มันก็ช่วยเปิดเผยความจริงอีกด้านที่วิดีโอไวรัลไม่ได้บอกเรา นั่นคือเทคโนโลยีที่ถูกประโคมข่าวอย่างหนักนี้ "ยังห่างไกลอีกหลายปี" กว่าจะสามารถเข้าไปแทนที่แรงงานมนุษย์ได้จริงๆ ไม่ว่าจะในโรงงานอุตสาหกรรมหรือในบ้านเรือน
เดิมพันล้านของปักกิ่ง และเป้าหมายการล้มแชมป์โลก
ถึงกระนั้น รัฐบาลปักกิ่งก็ยังคงอัดฉีดเงินรวมหลายพันล้านดอลลาร์ในเทคโนโลยีฮิวแมนนอยด์ เพราะมองว่าเป็น "กลยุทธ์สำคัญ" ที่จะมาช่วยกู้สถาการณ์ในวันที่เศรษฐกิจชะลอตัวและแรงงานในประเทศเริ่มหดตัวลง แถมยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ และคู่แข่งอื่นๆ ในสมรภูมิ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 อาจมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ถูกใช้งานทั่วโลกถึง 1,000 ล้านตัว คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ว่าการใช้งานจริงในวงกว้างอาจจะต้องรออีกอย่างน้อย 1 ทศวรรษก็ตาม
ปัจจุบัน จีนมีผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 140 รายและส่งออกหุ่นยนต์แอนดรอยด์เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก แซงหน้าคู่แข่งฝั่งอเมริกาอย่าง Tesla (เจ้าของหุ่นยนต์ Optimus) และ Figure AI ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเน้นกลยุทธ์ "ปล่อยสู่ตลาดให้เร็วและทำราคาให้จับต้องได้"
ปัญหาคอขวด หุ่นยนต์ยังขาด "ข้อมูล" และ "ฮาร์ดแวร์" ยังไม่พร้อม
ถ้าคุณไปเยือนอีเวนต์ไฮเทคในปักกิ่ง คุณอาจจะเห็นสุนัขยนต์เชิดสิงโต หรือหุ่นยนต์ใส่เสื้อไมเคิล จอร์แดน ชู้ตบาสลงห่วงอย่างแม่นยำ แต่ถ้าเดินลึกเข้าไปในศูนย์วิจัยของรัฐ สิ่งที่คุณจะเห็นคือ หุ่นยนต์นับร้อยตัวยืนเรียงแถวเพื่อทำหน้าที่ซ้ำๆ เช่น แยกกล่องพัสดุ เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือตักป๊อปคอร์น โดยมี "มนุษย์" คอยควบคุมอยู่ข้างๆ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปัญหาใหญ่ในตอนนี้มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ ครับ
- ขาดแคลนข้อมูลทางกายภาพ (Physical-world Data): AI อาจจะฉลาดในจอคอมพิวเตอร์ แต่การจะทำให้หุ่นยนต์เข้าใจการหยิบจับสิ่งของในโลกจริงอย่างแม่นยำ ยังต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ซึ่งตอนนี้บริษัทจีนต้องยอมจ่ายเงินสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ราวๆ 5,000 กว่าบาท) เพื่อซื้อข้อมูลการมีปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพเหล่านี้
- ขีดจำกัดทางฮาร์ดแวร์ (Hardware Constraints): โดยเฉพาะส่วน "มือหุ่นยนต์" (Dexterous Hands) ที่วิศวกรต้องยัดกลไกและฟังก์ชันนวัตกรรมต่างๆ ลงงไปในพื้นที่ที่เล็กเท่าข้อมือมนุษย์ ผลที่ตามมาคือระบบระบายความร้อนไม่ทัน มือหุ่นยนต์จึงพังง่าย อายุการใช้งานสั้น และต้นทุนการผลิตสูงลิ่ว
ระวัง "ฟองสบู่" ในวันที่ความตื่นเต้นเริ่มจางหาย
ตอนนี้ผู้ประกอบการธุรกิจเช่าหุ่นยนต์เริ่มสังเกตเห็นว่า ราคาค่าเช่าเริ่มปรับตัวลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากความเห่อและความแปลกใหม่ขอหุ่นยนต์สายโชว์เริ่มอิ่มตัว คนเริ่มเบื่อที่เห็นหุ่นยนต์ทำได้แค่ท่าทางเดิมๆ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มเตือนถึงภาวะ "ฟองสบู่ในอุตสาหกรรม" ที่ถูกปั่นกระแสเกินจริงเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางเทคโนโลยีของประเทศ
แม้กระทั่ง Unitree บริษัทหุ่นยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่กำลังเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ในปีนี้ ก็ยังเปิดเผยว่ายอดขายส่วนใหญ่ของพวกเขายังคงมาจากสถาบันวิจัยและสถานศึกษา ส่วนการนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมและโรงงานนั้น มีสัดส่วนไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ
บทสรุปในเวลานี้คือ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วในฐานะ "ผู้สร้างความบันเทิง" และ "งานโชว์" แต่ถ้าจะให้พวกมันมาเดินทำงานในโรงงานหรือกวาดบ้านแทนเราแบบเต็มตัว คงต้องร้องเพลงรอกันไปอีกสักพักใหญ่ๆ เลยครับผม
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้