เมื่อ ‘Mayo Clinic’ จับมือ AI ปฏิวัติการแพทย์: จากกองเอกสารหนาเตอะ สู่เครื่องมือยื้อชีวิตคนไข้


วันนี้ผมมีข่าวคราวความเหลื่อนไหวที่น่าสนใจมากๆ จากฝั่งการแพทย์และเทคโนโลยีมาเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องของ Mayo Clinic โรงพยาบาลชื่อดังระดับโลกที่กำลังนำ AI เข้ามาปฏิวัติวงการสุขภาพอย่างจริงจัง

ลองนึกภาพตามนะครับ เวลาคนไข้ไปหาหมอที่ Mato Clinic หลายคนมักจะพกประวัติการรักษาเก่าๆ หนาเป็นปึกๆ มาด้วย เพื่อขอความเห็นที่สามหรือที่สี่ ซึ่งปกติแล้วแพทย์อย่าง ดร. อเล็กซานเดอร์ ริว (Dr. Alexander Ryu) ต้องใช้เวลาจมอยู่กับกองเอกสารเป็นร้อยๆ หน้าเพื่อเตรียมตัวก่อนตรวจ

แต่ตอนนี้พวกเขามีฮีโร่ตัวใหม่เป็นเครื่อมือ AI ที่ชื่อว่า "Record Time" (พัฒนาขากความร่วมมือกับ Scale AI) หน้าที่ของมันคือช่วยคัดกรอง สรุปประวัติคนไข้ จัดเรียงตามไทม์ไลน์ และทำให้ค้นหาข้อมูลง่ายขึ้น ดร. ริว บอกว่ามันช่วยประหยัดเวลาต่อเคสไปได้ 5 ถึง 30 นาทีเลยทีเดียว ทำให้คุณหมอมีเวลาสบตาและพูดคุยกับคนไข้ตรงหน้าได้มากขึ้น แถมยังลดความเสี่ยงที่จะพลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจถูกฝังอยู่ในกองเอกสารหนาๆ นั้นด้วย

ไม่ใช่แค่สรุปเอกสาร แต่ช่วย "ยื้อชีวิต" คนไข้

ปัจจุบัน Mayo Clinic มีโมเดล AI ที่ใช้งานจริงในโรพยาบาลแล้วถึงประมาณ 150 โมเดล (จับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Scale AI) โดย ดร. แมทริว คอลสตรอม (Dr. Matthew Callstrom) ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์โปรแกรม Generative AI ของที่นี่ เล่าให้ฟังว่า AI เก่งมากๆ ในเรื่องการมองหาความเชื่อมโยงหรือ "Pattern Recognition" ในข้อมูลมหาศาล

ตัวอย่างที่น่าทึ่งมากๆ คือ

  • ตรวจจังมะเร็งตับอ่อนระยะเริ่มต้น: ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วทดลองทางคลินิก ซึ่ง AI อาจช่วยตรวจพบโรคร้ายนี่ได้เร็วกว่าการวินิจฉัยปกติเป็นปีๆ (ปกติแล้วมะเร็วตับอ่อนมักจะเจอเมื่อลุกลามแล้ว ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปีเพียงแค่ 9% เท่านั้น)
  • วิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจ: เพื่อเตือนความเสี่ยงภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ที่อาจะนำไปสู่ลิ่มเลือดอุดตันและโรคหลอดโรคสมองได้

ความสมดุลระหว่าง "ความเร็ว" กับ "ความน่าเชื่อถือ"

แน่นอนครับว่าพอเป็นเรื่องการแพทย์ ความถูกต้องและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลคนไข้ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง (แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีประเด็นฟ้องร้องจากอดีตผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการวิจัยเรื่องความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งทางโรงพยาบาลยังไม่ขอออกความเห็นเนื่องจากคดีความยังไม่สิ้นสุด แต่ยืนยันว่าทำทุกอย่างตามกฎหมายและโปร่งใส)

ระบบการรับ AI เข้ามาใช้ของที่นี่จึงเข้มงวดมากครับ ทุกเครื่องมือต้องผ่านกระบวนการทดสอบเหมือน "การทดลองทางคลินิก" (Clinical Trial) เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ วัดผล แล้วค่อยขยายผล ที่สำคัญคือไม่ได้บังคับคุณหมอใช้ ถ้าลองแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องใช้ ดังนั้น "อัตราการเลือกใช้งานจริง" จึงเป็นตัววัดความสำเร็จที่ดีที่สุด

แล้ว AI จะมาแย่งงานไหม? ดร. คอลสตรอม ยืนยันว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครตกงานเพราะ AI แต่ลักษณะงานกำลังเปลี่ยนไป เช่น ทีมพยาบาลได้ร่วมพัฒนา AI ที่ช่วย "ฟังและจดบันทึก" ระหว่างคนไข้เข้าตรวจ ช่วยลดเวลาที่ต้องนั่งพิมพ์งานเอกสารไปได้กว่าครึ่ง ทำให้พยาบาลมีเวลาดูแลและพูกคุยกับคนไข้จริงๆ มากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว เจสัน โดรจ (Jason Droege) CEO ของ Scale AI ได้ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจครับว่า วงการเฮลธ์แคร์เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้ AI เท่านั้น และคำทำนายที่ว่า AI จะรักษาทุกโรคได้ในปีสองปีนี้อาจจะดูทะเยอทะยานเกินจริงไปหน่อย เพราะในโลกของการรักษาพยาบาล "คุณภาพและความถูกต้องของการรักษาคืิอบรรทัดฐานสูงสุด ส่วนความเร็ว เป็นเรื่องรองลงมา เราต้องทำให้ออกมาถูกต้องและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเร็วได้" ครับ

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ททีตี้