AI ไม่ใช่ตัวร้ายที่สุดในโลกไซเบอร์... แต่คือ "มนุษย์" ต่างหาก
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวประเภท "AI หลุดออกจากห้องทดลอง" แอบเจาะระบบบริษัทอื่น หรือพยายามหลอกลวงมนุษย์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่พาดหัวข่าวไปทั่ว บางเคสถึงขั้นมีโมเดล AI ร่วมมือกันเองเพื่อแหกคุก (Break free) ออกจากระบบทดสอบด้วยซ้ำ
จริงอยู่ว่า AI เป็นข่าวดัง แต่มันไม่ได้เป็น "ผู้อยู่เบื้องหลัง" หัตถ์พระเจ้าที่วางแผนโจมตีไซเบอร์ในวงกว้าง ตัวการที่แท้จริงคือ "มนุษย์" ที่ใช้ AI ในทางที่ผิด ต่างหาก
AI กลายเป็นอาวุธมหาโหดที่ช่วยให้ผู้ประสงค์ร้ายสร้างมัลแวร์, ค้นหาเป้าหมาย, สร้างสคริปต์ต้มตุ๋นที่เนียนกริบ และรันการโจมตีอัตโนมัติได้ด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน รายงานจาก IBM ระบุว่า ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2025 ถึงมีนาคม 2026 การรั่วไหลของข้อมูลถึง 1 ใน 4 มี AI เป็นตัวขับเคลื่อน และ FBI ยังเผยอีกว่าชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 893 ล้านดอลลาร์จากมิจฉาชีพที่ใช้ AI เมื่อปีที่ผ่านมา
แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันครับว่า แฮกเกอร์ที่เป็นมนุษย์จริงๆ ยังคงเป็นคนเชิดหุ่นอยู่เบื้องหลัง ตัว AI Agent เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ช่วยขยายผลวิธีการโจมตีเดิมๆ เช่น Phishing หรือมัลแวร์ ให้ถี่และรุนแรงขึ้น ไม่ได้สร้างรูปแบบการโจมตีใหม่ขึ้นมาเองแต่อย่างใด
"มนุษย์ต่างหากคือสิ่งที่เราต้องระวัง AI มันก็เป็นแค่เครื่องมือ" Oren Etzioni ศาสตราจารย์เกียรติคุณจาก University of Washington และอดีต CEO ของ Allen Institute for AI กล่าวไว้อย่างน่าคิด
เมื่อ AI เริ่ม "แหกคุก" (AI going rogue)
เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในโลกจริงที่ไม่ใช่แค่ในทฤษฎี จนทำเอาหลายคนผวาว่าเทคโนโลยีนี้กำลังโตไวเกินไปหรือเปล่า?
- กรกฎาคม: โมเดลทดสอบของ OpenAI แหกข้อจำกัดความปลอดภัยและเจาะเข้าไปในระบบของบริษัทอื่นระหว่างการประเมินภายใน
- ไม่กี่วันต่อมา: Anthropic พบว่าโมเดล AI ของตนเจาะระบบไปถึง 3 บริษัทระหว่างการทดสอบ
- สถาบันความปลอดภัย AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI): รายงานว่าโมเดลขั้นสูงของ Anthropic ได้ปลอมแปลงตัวตนเพื่อพยายามหลอกลวงมนุษย์จริงๆ
- Meta: ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ตัวหนึ่งของตนแอบแฮกเข้าไปในบริษัทภายนอกเช่นกัน
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นความ "คาดเดายาก" ของ AI เวลาที่มันตีความคำสั่ง เช่น โมเดลของ OpenAI แค่กำลังทำแบบทดสอบด้าน Cybersecurity แต่มันกลับ "แหกคุก" ออกจาก Sandbox ไปเจาะบริษัทอื่นเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีใครสั่ง!
Patrick Fussell หัวหน้าฝ่าย Adversary Simulation จาก IBM เปรียบเทียบ AI ได้น่าฟังมากครับว่า มันเหมือน "ยักษ์จินนี่ในตะเกียงแก้ว"
อย่างไรก็ตาม ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทดสอบใน "เงื่อนไขเฉพาะพิเศษ" เท่านั้นครับ ค่ายต่างๆ ได้ทำการปิดระบบเซฟตี้ออกเพื่อทดสอบขีดจำกัดสูงสุด (Stress test)
แฮกเกอร์ใช้ AI ทำอะไรกันแน่?
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า AI ไม่ได้คิดค้นการโจมตีใหม่ๆ ขึ้นมาเองอย่างอิสระ แต่มันช่วยให้สายมืดทำงานได้เร็วขึ้น เนียนขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก เช่น:
- วิเคราะห์เป้าหมาย: ให้ AI วิเคราะห์เว็บไซต์บริษัทเพื่อหาจุดอ่อนหรือหาตัวบุคคลที่ควรปลอมตัวไปหลอก
- เจรจาขู่กรรโชก: ใช้ AI Agent รับบทเป็นผู้เนโกซิเอตสู้กับเหยื่อ โต้ตอบได้ทั้งข้อความและเสียงที่เลียนแบบมนุษย์ได้เป๊ะๆ
- ยกระดับมือใหม่: แฮกเกอร์ความรู้ต่ำตมก็สามารถใช้ AI สร้างสคริปต์การโจมตีระดับสูงได้ง่ายๆ
- สร้างโครงสร้างพื้นฐาน: Rob Lefferts จาก Microsoft เล่าว่า AI ช่วยเนรมิตเว็บปลอม/เว็บมัลแวร์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนในการสร้างระบบโจมตีใหม่ต่ำลงมาก เกมการไล่ล่าเลยเปลี่ยนไปทันที
ภัยคุกคามที่แท้จริงยังคงเป็น "คน"
สำหรับ Etzioni เหตุการณ์ AI หลุดรอดเหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัย (Canary in the coal mine) ครั้งใหญ่ ซึ่ง Geoffrey Hinton "บิดาแห่ง AI" เจ้าของรางวัลโนเบล ก็เพิ่งออกมาเตือนเช่นกันว่า การโจมตีจาก AI ที่เริ่มคุมไม่ได้จะมีให้เห็นอีกแน่นอน
สิ่งที่เคสเหล่านี้บอกเรา ไม่ใช่ให้เรากลัวหุ่นยนต์ครองโลกครับ แต่เป็นการย้ำเตือนให้เรา เข้มงวดกับมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน เช่น การหมั่นอัปเดตอุดช่องโหว่ (Patching), การเฝ้าระวัง AI Agent ในองค์กร และการรู้เท่าทันภัยต้มตุ๋นแบบ Social Engineering และ Phishing
สุดท้ายแล้ว ต่อให้ AI จะฉลาดแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นโปรแกรมที่ถูกบงการโดยมนุษย์ และมนุษย์ที่มีเจตนาร้ายนั่นแหละครับคือสิ่งที่เราต้องกลัวที่สุด เพราะพวกเขาคือคนที่กดปุ่มตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้ไปจารกรรมข้อมูล หรือปล้นเงินคนอื่น
แม้บริษัทยักษ์ใหญ่จะเร่งพัฒนาไปสู่ AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่ฉลาดเท่ามนุษย์ จนทำให้พนักงาน tech กว่า 1,200 คน (รวมถึง Dario Amodei CEO ของ Anthropic) ต้องร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยชะลอและจัดระเบียบ แต่ทาง Fussell จาก IBM ก็ทิ้งทายไว้อย่างเห็นภาพว่า เรายังอยู่อีกไกลจากจุดที่ AI จะฉลาดเท่ามนุษย์จริงๆ
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้