Flock คุมเข้มระบบตรวจสอบตำรวจ หวังแก้ภาพลักษณ์สอดส่องและลดข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิด

 

Flock บริษัทเทคโนโลยีด้านการบังคับใช้กฎหมาย ได้เปิดตัวมาตรการควบคุมความปลอดภัยชุดใหม่ เพื่อสยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลของสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับการสอดส่อง รวมถึงปัญหาการนำเครื่องมือของบริษัทไปใช้ในทางที่มิชอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ระบบกล้องอ่านทะเบียนรถอัตโนมัติ (ALPR) ของ Flock ที่ติดตั้งอยู่ตามถนนสาธารณะทั่วประเทศ จะทำหน้าที่จับภาพทะเบียน สี และลักษณะเฉพาะของรถยนต์ที่วิ่งผ่าน เพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง โดยสถานีตำรวจต่างๆ จะทำสัญญาจ้างเพื่อเข้าถึงและค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลนี้ ซึ่งถูกชูจุดขายว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยไขคดีอาชญากรรม

ทว่า เหตุการณ์ล่าสุดที่มีตำรวจหลายนายต้องลาออกหรือถูกจับกุม จากข้อหาละเมิดการใช้งานระบบกล้องตรวจจับทะเบียนรถของ Flock — เช่น การแอบสะกดรอยตามแฟนเก่าหรือคนที่ตนแอบชอบ — ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนความกังวลให้แก่นักเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นส่วนตัวและประชาชนทั่วประเทศ จนส่งผลให้บางเมืองตัดสินใจยกเลิกสัญญากับ Flock และมีผู้ประท้วงบางกลุ่มถึงขั้นทำลายกล้องทิ้ง

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ Garrett Langley ซีอีโอของ Flock ตัดสินใจยกระดับมาตรการความปลอดภัยทันที หลังจากตระหนักได้ว่า มีผู้คนจำนวนมากที่ไม่ไว้วางใจในตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"ช่วงสองปีที่ผ่านมาผมใช้เวลาเยอะมากในการพูดคุยกับผู้คน และหลายคนพูดตรงกันว่า 'พวกเขารู้สึกไม่เชื่อใจตำรวจ' ผมเลยถามว่า 'ทำไมล่ะ?' พวกเขาก็ตอบกลับมาว่า 'ก็ตำรวจใช้อำนาจในทางที่ผิดตั้งหลายครั้ง' สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับตัวผม คือการตระหนักว่าเรามีหน้าที่ หรืออาจเรียกว่าเป็นพันธกิจต่อชุมชนที่เราให้บริการ ในการสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา" Langley ให้สัมภาษณ์ก่อนการประกาศเปิดตัวมาตรการใหม่

ล่าสุด Flock ได้ออกเกณฑ์บังคับให้ลูกค้าทุกรายต้องเปิดใช้งานเครื่องมือ "Audit Assistance" (ระบบช่วยตรวจสอบ) ภายในสิ้นปีนี้ โดยตัวระบบจะคอยตรวจจับพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลที่ผิดปกติ เช่น การค้นหาซ้ำๆ จากตำรวจรายใดรายหนึ่ง ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเข้ามาช่วยระงับเหตุการณ์ละเมิด เช่น คดีอดีตตำรวจในมิลวอกีที่แอบใช้ Flock ค้นหาตำแหน่งของคนรักมากถึง 124 ครั้งตามที่ปรากฏในเอกสารชั้นศาล โดย Flock ระบุว่า หากระบบตรวจพบการค้นหาที่เข้าข่ายน่าสงสัย บัญชีผู้ใช้นั้นจะถูกล็อกทันทีเพื่อรอการตรวจสอบจากผู้ดูแลระบบ

ทางบริษัทเผยว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศบังคับใช้นั้น มีหน่วยงานลูกค้าเพียงแค่ราวๆ 1 ใน 3 เท่านั้นที่เปิดใช้งาน Audit Assistance

นอกจากนี้ บริษัทยังบังคับให้ผู้ใช้งานทุกคนต้องกรอก "เลขคดี" (Case Number) เพื่อยืนยันตัวตนก่อนการค้นหาทุกครั้ง ยกเว้นกรณีที่เป็น "เหตุฉุกเฉินระดับวิกฤต" เท่านั้น ซึ่งระบบจะทำการติดธงและส่งไปให้ตรวจสอบย้อนหลังโดยอัตโนมัติ โดยฟีเจอร์นี้เคยเป็นตัวเลือกเสริมให้สถานีตำรวจเลือกเปิดเอง แต่ Flock ยืนยันว่าทุกหน่วยงานจะต้องเปิดใช้งานภายในสิ้นปีนี้

ในส่วนของนโยบายการเก็บรักษาข้อมูล (Data Retention) Flock ได้ปรับลดระยะเวลาจัดเก็บมาตรฐานลงจาก 30 วัน เหลือเพียง 7 วัน ซึ่งประเด็นเรื่อง 30 วันนี้เคยถูกองค์กรสิทธิเสรีภาพภาพประชาชน (ACLU) และกลุ่มอื่นๆ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แต่ละหน่วยงานยังคงสามารถปรับระยะเวลาเก็บข้อมูลได้ตามข้อกำหนดของรัฐหรือท้องถิ่นนั้นๆ พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้เพิ่มฟีเจอร์ "Evidence Mode" ที่ช่วยให้หน่วยงานสามารถล็อกและจัดเก็บข้อมูลเฉพาะชุดนั้นๆ ไว้ได้นานขึ้น หากเป็นการค้นหาที่ผูกอยู่กับเลขคดีอาญาที่กำลังสืบสวน

ยิ่งไปกว่านั้น Flock ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานในแต่ละพื้นที่สามารถ "จำกัดขอบเขตการเข้าถึง" ของหน่วยงานภายนอกได้ เช่น อนุญาตให้ตำรวจต่างเมืองเข้ามาค้นหาข้อมูลได้เฉพาะคดีลักทรัพย์ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ค้นหาเพื่อการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง

Langley ระบุว่า การที่ตำรวจนำกล้อง Flock ไปใช้ในทางที่ผิดนั้นเป็นเรื่องที่ "รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" พร้อมเสริมว่า การสร้างเกราะป้องกันทางเทคโนโลยีจะช่วยลดความกังวลเรื่องการถูกสอดส่องได้

แม้ว่าการอัปเดตของบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามการละเมิด แต่ Langley ก็อยากเห็นหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐออกมากำหนดมาตรการความรับผิดชอบจากตำรวจให้เข้มงวดกว่านี้เช่นกัน โดยเขาเสนอให้มีการบังคับสุ่มตรวจ (Audit) รวมถึงใช้นวัตกรรมตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติในทุกเทคโนโลยีที่ตำรวจใช้งาน ตลอดจนเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด

การฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัท — และความไว้ใจต่อการใช้งานอย่างโปร่งใสของตำรวจ — ถือเป็นหัวใจสำคัญต่อความอยู่รอดทางธุรกิจของ Flock เพราะในขณะนี้ บางเมืองที่ยกเลิกสัญญากับ Flock ไป ได้เริ่มหันไปเซ็นสัญญาใช้บริการจากคู่แข่งอย่าง Axon แทนแล้ว

"ลูกค้าที่แท้จริงของเราก็คือ ชุมชน" Langley ทิ้งทาย "ตำรวจอาจจะเป็นคนจ่ายเงิน ตำรวจอาจจะเป็นคนตัดสินใจซื้อ แต่คนที่เป็นลูกค้าเราจริงๆ คือประชาชนในชุมชน เพราะพวกเขาคือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากผลิตภัณฑ์นี้อย่างแท้จริง"

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้