หุ่นยนต์จีนไปไกลแล้ว! Unitree เข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ วันแรกพุ่งแรงกว่า 600%

 

เปิดตัวได้อย่างเกรียงไกร สมฐานะผู้นำแห่งวงการหุ่นยนต์ยุคใหม่ สำหรับ Unitree ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ที่มียอดขายสูงสุดในโลก หลังจากที่เปิดทำการซื้อขายหุ้นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ราคาหุ้นก็พุ่งทะยานไปมากกว่า 600% สะท้อนถึงศักยภาพการเป็น "เด็กปั้น" หรือโมเดลแห่งความสำเร็จในความทะเยอทะยานด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของประเทศจีนได้อย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ Unitree ได้สร้างชื่อและสะกดสายตาคนทั่วโลกด้วยคลิปหุ่นยนต์แอนดรอยด์ออกสเต็ปเต้นรำและร่ายรำกังฟูสุดล้ำ ล่าสุดในการเสนอขายหุ้น IPO บริษัทสามารถระดมทุนไปได้สูงถึง 6,100 ล้านหยวน (ประมาณ 905 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมียอดจองซื้อล้นเกินจำนวนที่เสนอขายมากกว่า 8,000 เท่า สร้างสถิติใหม่ให้กับตลาดหุ้น STAR Market ของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือน Nasdaq ของจีน

เพียงไม่กี่วันก่อนการเข้าตลาด บริษัทเทคจากเมืองหางโจวแห่งนี้ยังได้เผยโฉมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ “Superman” ซึ่งระบุว่าสามารถกระโดดสูงได้ถึง 2 เมตร และทำความเร็วในการวิ่งได้สูงสุดถึง 12.66 เมตรต่อวินาทีเลยทีเดียว

Unitree เริ่มกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างระดับประเทศเมื่อปีที่แล้ว หลังจากหุ่นยนต์ของพวกเขาสร้างปรากฏการณ์โชว์ไลน์เต้นสุดพริ้วไหวบนเวทีงานกาล่าฉลองตรุษจีน ซึ่งเป็นรายการทีวีที่มีผู้ชมมากที่สุดในจีน นับตั้งแต่นั้นมา บริษัทก็ก้าวขึ้นมาเป็นองค์กรยุทธศาสตร์สำคัญในพันธกิจของรัฐบาลจีนที่ต้องการเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ถึงขนาดที่ Wang Xingxing ผู้ก่อตั้ง Unitree ได้รับเกียรตินั่งแถวหน้าในการประชุมสัมมนาภาคธุรกิจเทคโนโลยีร่วมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อปีที่ผ่านมา

ในภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวและกำลังแรงงานลดลง รัฐบาลปักกิ่งจึงทุ่มงบประมาณมหาศาล อัดฉีดเข้าสูุ่ตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ โดยมองว่านี่คือสินค้านวัตกรรมเปลี่ยนโลก (Disruptive Product) ตัวต่อไป และเป็น "สมรภูมิใหม่ของการแข่งขันทางเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพรมแดนใหม่ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต" ตามที่ระบุไว้ในเอกสารนโยบายปี 2023

นอกจากนี้ การขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตนี้ ยังช่วยเพิ่มเปรียบในการแข่งขันที่กำลังดุเดือดระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทั้งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอีกด้วย

การเดบิวต์ในตลาดหุ้นครั้งนี้ทำให้ Unitree กลายเป็นบริษัทหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์แห่งแรกที่จดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่ค่ายหุ่นยนต์จีนรายอื่นอย่าง UBTECH และ Dobot เลือกไปซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง ส่วน Agibot อีกหนึ่งผู้เล่นแถวหน้าก็กำลังเตรียมแผน IPO ในฮ่องกงเช่นกัน

Ethan Qi รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ตลาดจาก Counterpoint Research มองว่า "การ IPO ของ Unitree ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ และจะเป็นมาตรฐานอ้างอิงให้กับบริษัทอื่นๆ ที่กำลังจ่อคิวเข้าตลาดหุ้นหลังจากนี้"

ปัจจุบัน จีนครองความเป็นเจ้าตลาดในการขายหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ระดับโลกอยู่แล้ว โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทจากจีนกวาดส่วนแบ่งการส่งมอบหุ่นยนต์แอนดรอยด์ไปได้เกือบทั้งหมด ทิ้งห่างคู่แข่งจากฝั่งอเมริกาอย่าง Tesla, Figure AI และ Boston Dynamics ไปไกล

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เทคโนโลยีนี้ยังคงมีข้อจำกัดทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และหุ่นยนต์สองขาแบบฮิวมานอยด์ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสามารถนำไปใช้งานเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะในโรงงานอุตสาหกรรมหรือตามบ้านเรือน

ข้อมูลจากเอกสารชี้ชวนก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า รายได้หลักของ Unitree ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2025 ยังคงมาจากกลุ่มสถาบันการศึกษาและวิจัยเป็นหลัก ส่วนการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริงยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10%

Kangyuxiao Li นักวิเคราะห์หุ้นจาก Morningstar ให้ความเห็นว่า "Unitree แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและความสามารถในการทำตลาดขั้นต้นที่ดีเยี่ยม แต่การเปลี่ยนผ่านจากการสาธิตโชว์และการทดลองใช้ ไปสู่การยอมรับและใช้งานในภาคอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง"

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน IPO ในครั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาโมเดล Embodied AI (AI ที่เชื่อมต่อกับระบบกายภาพ), การพัฒนาฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ รวมถึงการขยายโรงงานผลิต

กระแสความฮิตของ Unitree

ชื่อของ Unitree อาจจะยังไม่ถึงกับคุ้นหูคนทั่วไปในทันที แต่ถ้าคุณเคยไถฟีดโซเชียลแล้วเห็นคลิปหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์กำลังตีลังกากลับหลัง หรือเต้นเพลง Abracadabra ของ Lady Gaga ในรายการ America’s Got Talent ล่ะก็... นั่นแหละครับ ผลงานของบริษัทนี้

Unitree ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 ที่เมืองหางโจว ศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตะวันออกของจีน ได้รับการหนุนหลังโดยยักษ์ใหญ่ระดับประเทศมากมาย ทั้ง Meituan ยักษ์ใหญ่เดลิเวอรี่, Tencent, Alibaba รวมไปถึงสตาร์ทอัพ AI สุดฮอตอย่าง DeepSeek นอกจากหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์แล้ว บริษัทยังผลิตหุ่นยนต์สี่ขา หรือ "หุ่นยนต์สุนัข" (Robot Dog) ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็น 42% ของรายได้ทั้งหมดเมื่อปีที่แล้ว

ในเวลาเพียงแค่ 2 ปี รายได้ของบริษัทเติบโตก้าวกระโดดกว่า 10 เท่า ขึ้นมาแตะเกือบ 1,700 ล้านหยวน (ประมาณ 252 ล้านดอลลาร์) ในปี 2025 และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ที่ทำกำไรได้แล้ว โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 278 ล้านหยวน (ประมาณ 41 ล้านดอลลาร์) เมื่อปีที่ผ่านมา

ปีที่แล้ว Unitree ส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ไปทั่วโลกมากกว่า 5,500 ตัว ทำให้กลายเป็นผู้ขายหุ่นยนต์ประเภทนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก

แม้จะเป็นผู้นำตลาด แต่ Ethan Qi จาก Counterpoint Research ก็ให้ข้อสังเกตว่า ความได้เปรียบของ Unitree ในปัจจุบันพึ่งพาฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีการควบคุมการเคลื่อนไหวเป็นหลัก สิ่งที่พวกเขาต้องเร่งอัปเกรดคือการลงทุนด้าน R&D ในส่วนของโมเดล Embodied AI ซึ่งเปรียบเสมือน "สมอง" ของหุ่นยนต์ และเพื่อแก้จุดอ่อนนี้ Unitree ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมวิจัยและพัฒนากับ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของอเมริกาไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ข้อจำกัดทาง геоโพลิติกส์ (ภูมิรัฐศาสตร์)

อย่างไรก็ดี อนาคตของ Unitree ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถแข่งขันของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว

เมื่อเดือนมิถุนายน Unitree ถูกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใส่ชื่อไว้ในบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน และสั่งห้ามทำธุรกิจกับเพนตากอน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนที่แล้ว วอชิงตันได้สั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์และหุ่นยนต์สี่ขารุ่นใหม่จากผู้ผลิตต่างชาติ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นมาตรการที่เล็งเป้าไปที่จีนโดยตรง แม้ข้อจำกัดนี้จะไม่ครอบคลุมถึงรุ่นเดิมที่ได้รับอนุมัติให้ขายในสหรัฐฯ ไปแล้ว แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในอนาคต เพราะ Unitree มีรายได้จากต่างประเทศสูงกว่า 40%

Unitree ได้ระบุในหนังสือชี้ชวนไว้ชัดเจนว่า "บริษัทอาจจะไม่สามารถรักษาการเติบโตอย่างรวดเร็วของยอดขายในต่างประเทศเอาไว้ได้ และอาจถึงขั้นเผชิญกับผลประกอบการที่ลดลง หากสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มมาตรการจำกัดอย่างต่อเนื่อง"

นอกจากเรื่องพรมแดนระหว่างประเทศแล้ว Ming Lee หัวหน้าฝ่ายวิจัยยานยนต์และอุตสาหกรรมจีนจาก BofA Global Research ทิ้งท้ายว่า Unitree ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า หุ่นยนต์ของพวกเขาใช้งานได้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมๆ ไปกับการเร่งสร้างระบบ Embodied AI ของตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นครับ

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้