มหาวิทยาลัยแห่งนี้ซุ่มสร้างหลักสูตร AI ตั้งแต่ก่อนยุค ChatGPT และตอนนี้กำลังพร้อมเปิดตำราช่วยโรงเรียนอื่นทำตาม
Ethan Pecora นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida - UF) ไม่ได้ลุยเรียนและทำงานคนเดียวครับ แต่เขามีทีม "เอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์" (AI Agents) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึง 15 ตัว คอยช่วยจัดการทั้งตารางงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันดูแลสุขภาพจิต ไปจนถึงงานส่งอาจารย์
หลายคนอาจจะมองว่าระบบของเขาดูเหมือนสตาร์ทอัปสายเทคระดับมืออาชีพ แต่นี่คือชีวิตประจำวันของนักศึกษาที่นี่ ซึ่งบางคนแซวกันว่ามันคือ "สมองก้อนที่สอง" (Second brain) แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยชอบคำนี้เพราะฟังดูเหมือนหนังไซไฟดิสโทเปียไปนิดก็ตาม
ความน่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยฟลอริดา เริ่มดึงเอา AI เข้ามาบูรณาการในหลักสูตรตั้งแต่ปี 2022 หรือตั้งแต่ก่อนที่ ChatGPT จะเปิดตัวสู่โลกภายนอกเสียอีก โดยได้แรงหนุนสำคัญจากยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia
เป้าหมายของที่นี่คือการสอนให้นักศึกษานำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในทุกสาขาวิชาจริงๆ ไม่จำกัดอยู่แค่สายคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างมีตั้งแต่การฝึก AI เป็นแชตบอตช่วยติวสอบ ไปจนถึงการจัดเก็บฐานข้อมูลท่าเต้นของนักเต้นเพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ทางปัญญา ปัจจุบัน UF มีวิชาเกี่ยวกับ AI ให้เลือกเรียนมากกว่า 200 รายวิชา ปรับให้เหมาะกับทุกคนตั้งแต่พื้นฐาน จริยธรรม ไปจนถึงใบรับรองวิชาชีพเฉพาะทางอย่างการโรงแรมและสาธารณสุข
แรงหนุนมูลค่ามหาศาลจากบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
ความได้เปรียบของ UF เริ่มต้นมาจาก Chris Malachowsky ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia (ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจักรวรรดิเทคโนโลยีระดับ 5 ตะวันออกกลางไปแล้ว) เขาเป็นศิษย์เก่าที่จบจากที่นี่เมื่อปี 1980
ย้อนกลับไปปี 2019 ในการประชุมร่วมกัน มหาวิทยาลัยตั้งใจจะขอให้เขาลงทุนในโปรแกรมวิศวกรรมใหม่ แต่ Malachowsky กลับตั้งคำถามกลับว่า “ถ้ามหาวิทยาลัยได้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ไปใช้ จะเอาไปทำอะไร?” ซึ่งคำตอบในทันทีของอธิการบดีก็คือ “ผมจะเอาไปใช้สอน AI ในทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัย”
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ชื่อ HiPerGator พร้อมการว่าจ้างอาจารย์ใหม่เพิ่มถึง 100 ตำแหน่ง เพื่อกระจายการสอน AI ไปยังทั้ง 16 คณะ โดยมีเม็ดเงินลงทุนตั้งต้นร่วมกันระหว่าง Nvidia, ศิษย์เก่า, มหาวิทยาลัย และรัฐฟลอริดา รวมกันกว่า 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลจากสมาคมวิทยาลัยและนายจ้างแห่งชาติ (NACE) ในปี 2026 ระบุว่า งานระดับแรกเข้า (Entry-level) มากกว่า 1 ใน 3 เริ่มกำหนดให้ทักษะด้าน AI เป็นคุณสมบัติจำเป็น ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
เพชฌฆาตเกรด A: ได้ C ง่ายขึ้น แต่ได้ A ยากขึ้น
Emma MacKie ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมอาจารย์ที่ถูกดึงตัวมาเริ่มโครงการนี้ เล่าว่าเธอใช้ AI แบบจำลองสภาพภูมิประเทศและแผ่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา ร่วมกับนักศึกษา แต่ความท้าทายสำคัญคือ "เทคโนโลยีมันไปไวมาก" ไวชนิดที่ว่าแบบฝึกหัดที่เตรียมไว้เมื่อคืน พอนำมาสอนในห้องเรียนวันรุ่งขึ้น โค้ดกลับใช้งานไม่ได้แล้วเพราะระบบอัปเดตใหม่
ขณะเดียวกัน AI ก็เปลี่ยนวิธีการประเมินผลการเรียนอย่างสิ้นเชิง MacKie อนุญาตให้นักศึกษาใช้ AI ได้อิสระ แต่วัดผลรายงานจากความออริจินัลและความตกผลึกของไอเดียแทน "ยุคนี้มันง่ายมากที่คุณจะได้เกรด C แต่ถ้าจะเอาเกรด A บอกเลยว่ายากขึ้นเยอะ"
ความกังวลของนักศึกษาในยุค AI ครองเมือง
แม้ UF จะเดินหน้าเรื่อง AI อย่างก้าวกระโดด แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน นักศึกษาจำนวนมากกังวลเรื่องการละทิ้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์เอง รวมถึงผลกระทบต่อโอกาสในการทำงานในอนาคต มีผลสำรวจพบว่ามีนักศึกษาเพียง 7% เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้นกับ AI อย่างเต็มหัวใจ
ในขณะที่ปัญหาเรื่องการทุจริตทางวิชาการโดยใช้ AI ก็เพิ่มขึ้นจากศูนย์ในปี 2021 มาเป็นหลายสิบคดีในปัจจุบัน จนอาจารย์บางท่านต้องยกเลิกการสั่งการบ้าน และใช้วิธีจัดสอบในห้องเรียน 100% เพื่อป้องกันการใช้ AI ช่วยทำ
อย่างไรก็ตาม Malachowsky ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia ยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้แก้ยาก แต่การหันหลังให้เทคโนโลยีคือสิ่งที่เลวร้ายกว่า
"ผมคงสัญญาไม่ได้ว่าการเข้าใจ AI คือคำตอบของทุกสิ่ง แต่ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า การไม่ทำอะไรเลย หรือพยายามกดมันไว้ ไม่ให้มันเกิด นั่นคือจุดจบแน่นอน ไม่มีทางจบสวยแน่นอนครับ"
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้