บูมเทคฯ สวนทางวิกฤตน้ำมัน: ความจริง 2 ด้านของเศรษฐกิจเอเชีย
วันนี้ผมมีบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและไอทีที่น่าสนใจมากๆ จากฝั่งเอเชียมาเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความย้อนแย้งครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อ “ความบูมของกระแส AI” ต้องมาปะทะกับ “วิกฤตพลังงานโลก” จนกลายเป็นบทเรียนและคำเตือนสำคัญส่งตรงถึงคนทั้งโลกครับ
ลองดูตัวอย่างที่ เกาหลีใต้ สิครับ ตอนนี้รัฐบาลต้องออกมาเตือนให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน แถมยังต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลง เพราะต้องเจอกับภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 17 ปี
แต่ตัดภาพมาที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศ... กลับทำกำไรทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ และตลาดหุ้นพุ่งทะยานไม่หยุด! ความย้อนแย้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยครับว่า ตอนนี้เอเชียกำลังถูกแบ่งออกเป็น "สองโลกเศรษฐกิจ" อย่างสิ้นเชิง
- โลกฝั่งที่หนึ่ง: ขับเคลื่อนด้วยยักษ์ใหญ่ไอทีและอนาคตอันสดใสของ Artificial Intelligence (AI)
- โลกฝั่งที่สอง: กำลังมืดมนจากปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในอิหร่าน
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ช่องว่างที่กว้างขึ้นนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งนโยบายการเงิน เสถียรภาพทางการเมือง และการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่แค่ในเอเชีย แต่รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาการค้ากับภูมิภาคนี้ด้วยครับ
"ใช่ครับ เศรษฐกิจภาพรวมดูเหมือนจะบูม ตลาดหุ้นไปได้สวย แต่เรากลับเห็นเม็ดเงินเหล่านี้ไหลเวียนไปถึงวิถีชีวิตประจำวันของคนในภูมิภาคนี้ค่อนข้างจำกัด และนั่นคือสิ่งที่น่ากังวลมากๆ" — Benson Wu นักเศรษฐศาสตร์ด้านเกาหลีและจีนจาก Bank of America Merrill Lynch กล่าว
ชิปเซมิคอนดักเตอร์ คือ "น้ำมันยุคใหม่"
จากเดิมที่ชิปคอมพิวเตอร์เป็นหัวใจของสมาร์ทโฟนและรถยนต์อยู่แล้ว พอมีกระแส AI เข้ามา ยิ่งทำให้ความต้องการพุ่งทะยานแบบติดจรวด รายงานจากสหประชาชาติ (UN) คาดว่าตลาด AI โลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 (โตขึ้น 25 เท่าจากปี 2023) ขณะที่ Morgan Stanley คาดว่าเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกสองปีข้างหน้า
เม็ดเงินมหาศาลนี้ไหลไปกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่เป็น "เมืองหลวงแห่งชิปโลก" ครับ:
- ไต้หวัน: GDP ไตรมาสแรกโตทุบสถิติในรอบ 39 ปีที่ 13.69% โดยมีพี่ใหญ่อย่าง TSMC เป็นฮีโร่หลัก
- เกาหลีใต้: ตลาดหุ้นกรุงโซลแซงหน้าลอนดอนและแคนาดาขึ้นมาเป็นอันดับ 7 ของโลก โดย Samsung Electronics และ SK Hynix ทำกำไรเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรก
แม้ว่าอุตสาหกรรม AI จะใช้พลังงานมหาศาล และประเทศเหล่านี้ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด แต่ด้วยความที่ความต้องการชิปมีสูงมาก (ต่อรองราคาได้สบายๆ) พวกเขาจึงสามารถผลักภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นไปให้ลูกค้าปลายทางได้แบบไม่เจ็บตัว
เหรียญอีกด้าน: วิกฤตปากท้องในประเทศกำลังพัฒนา
ในขณะที่ประเทศเทคโนโลยีจ๋าๆ อย่าง ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น มีเงินหนาพอที่จะจ่ายค่าน้ำมันแพงๆ และมีทุนสำรองพลังงานเยอะ แต่ประเทศที่เศรษฐกิจยังพึ่งพาภาคการผลิตดั้งเดิมและการบริการอย่าง อินเดีย ฟิลิปปินส์ รวมถึง "ประเทศไทย" ของเรา กำลังเจองานหยาบครับ เพราะต้องดิ้นรนอย่างหนักกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเค้กก้อนโตของกระแส AI เลย
องค์การสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินว่า วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางรอบนี้อาจทำให้ประชากรในเอเชียแปซิฟิกถึง 8.8 ล้านคนเสี่ยงต่อการตกสู่ภาวะยากจน และอาจฉุด GDP ของภูมิภาคลง 0.3% ถึง 0.8%
ปรากฏการณ์นี้เหล่านักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "K-shaped Economy" (เศรษฐกิจรูปตัว K) ครับ คือกลุ่มบนที่มีเทคโนโลยีในมือจะพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ส่วนกลุ่มล่างที่พึ่งพาทรัพยากรแบบเดิมจะปักหัวดิ่งลงดิน ยิ่งปล่อยไว้นาน ช่องว่างนี้จะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ในประเทศที่ชนะ... ก็ใช่ว่าจะมีความสุขทุกคน
ความรวยจาก AI ไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึงครับ ในเกาหลีใต้ พนักงาน Samsung นับหมื่นคนรวมตัวประท้วงหยุดงานเพราะไม่พอใจเรื่องค่าแรง ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็เตือนว่า ตัวเลข GDP ที่สวยหรูมันสวนทางกับความรู้สึกจับจ่ายจริงของประชาชนอย่างสิ้นเชิง
ทางด้านไต้หวันเอง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้นจ้างงานคนเพียงแค่ 4% ของแรงงานทั้งหมด แต่เด็กจบใหม่ในฟิลด์นี้ได้เงินเดือนมากกว่าอาชีพอื่นถึง 5 เท่า! ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเททรัพยากร (รวมถึงไฟฟ้า) ทั้งหมดไปให้กลุ่ม AI อาจทำให้เซกเตอร์อื่นๆ ขาดแคลน และกลายเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางสังคมในที่สุด
บทสรุปและคำเตือนถึงอนาคต
ความท้าทายนี้ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ปวดหัวมากครับ “คุณจะตั้งอัตราดอกเบี้ยตาม GDP ที่โต 8% เพราะมีเซกเตอร์ไอทีหนุน หรือจะตั้งนโยบายการเงินเพื่ออุ้มเศรษฐกิจอีก 80% ที่เหลือที่ไม่โตเลย?” นี่คือคำถามสะกิดใจจาก Frederic Neumann นักเศรษฐศาสตร์ของ HSBC
สุดท้ายนี้ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ "ถ้าฟองสคราบ AI เกิดชะลอตัว หรือวิกฤตพลังงานรุนแรงจนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หยุดชะงัก" ประเทศที่ลงเดิมพันทั้งหมดไว้กับไฮเทคก็อาจจะเจ็บหนักได้ และหากปล่อยให้รูปตัว K นี้แยกจากกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวันกลับมาบรรจบกัน มันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกในที่สุดครับ
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้