หมดยุคเสิร์ชสั้น! เมื่อ AI กำลังเทรนมนุษย์ให้ ‘ค้นหาโลกออนไลน์’ เปลี่ยนไปตลอดกาล
วันนี้ผมมีเรื่องราวเจาะลึกจากแวดวงไอทีต่างประเทศมาเล่าให้ฟังกันแบบสบายๆ ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวันอย่าง "อินเทอร์เน็ต" ที่ตอนนี้กำลังถูก AI เข้ามาปฏิวัติและเปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล
ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันครับว่าโลกออนไลน์ที่เราคุ้นเคย กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางไหนบ้าง!
1. ยุคสมัยแห่งการเสิร์ชเปลี่ยนไป เพราะมนุษย์ถามยากขึ้น!
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมช่วงนี้ Google ถึงขยับตัวปรับเปลี่ยนหน้าตาและระบบการค้นหาครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี? เหตุผลง่ายๆ เลยครับ เป็นเพราะ "พฤติกรรมของพวกเราเปลี่ยนไป"
คุณ Robby Stein รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Google Search ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ไว้ว่า “ตอนนี้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามที่ยาวขึ้น ยากขึ้น และเป็นคำถามประเภทที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวอยู่บนอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป”
ปัจจุบัน Google จึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่สามารถสร้างภาพกราฟิกแบบคัสตอม, กราฟิกแบบอินเทอร์แอคทีฟ หรือแม้กระทั่งสร้าง "มินิแอป" ขึ้นมาบนหน้าผลการค้นหาได้ทันที โดยระบบจะไปดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั่วเว็บมาร้อยเรียงให้เราเสร็จสรรพ ถือเป็นการปรับเปลี่ยน "อสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดบนโลกอินเทอร์เน็ต" (ซึ่งก็คือหน้าแรกของ Google) ให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ครับ
2. ChatGPT คอย ‘ฝึก’ ให้เราค้นหาข้อมูลไม่เหมือนเดิม
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT ได้หล่อหลอมให้เราติดนิสัยการพิมพ์ค้นหาแบบใหม่ จากเดิมที่เรามักจะพิมพ์แค่ "คำค้นหา (Keywords)" สั้นๆ ห้วนๆ ตอนนี้เราเริ่มพิมพ์ยาวขึ้นเป็นประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถามเหมือนกำลังคุยกับคนจริงๆ
จากข้อมูลของ Semrush (บริษัททำเครื่องมือ SEO และการตลาด) พบสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
- การค้นหาที่ใช้คำตั้งแต่ 11 คำขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 3.27% เป็น 5.37%
- การค้นหาในลักษณะ "บทสนทนา (Conversational)" พุ่งกระฉูดจาก 5% เป็น 20%
- ในขณะที่การค้นหาแบบคีย์เวิร์ดสั้นๆ เริ่มลดลง (แต่ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 3 คำอยู่ดี แปลว่าคนส่วนใหญ่ยังติดการค้นหาแบบเดิมๆ อยู่บ้าง)
นอกจากนี้ ผลวิจัยยังบอกอีกว่า คนเราเริ่มใช้ AI ร่วมกับ Google อย่างเป็นระบบ โดยมักจะใช้ ChatGPT ในการสรุปข้อมูล เปรียบเทียบสิ่งต่างๆ หรือช่วยร่างเอกสาร จากนั้นทราฟฟิกกว่า 20% จาก ChatGPT ก็จะไหลกลับมาที่ Google เมื่อผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึกหรือต้องการซื้อสินค้าโดยตรงครับ
3. การปฏิวัติวงการอินฟลูเอนเซอร์ด้วย AI (AI Influencers)
อิทธิพลของ AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่องค้นหาครับ ลองดูโปรไฟล์ Instagram ของ Aitana Lopez ที่มีผู้ติดตามเกือบ 4 แสนคนดูสิครับ เธอไปงานอีเวนต์หรูหรา เข้ายิม แชร์เคล็ดลับความงาม เหมือนอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไปทุกอย่าง... ยกเว้นเรื่องเดียวคือ "เธอไม่มีตัวตนอยู่จริง" แต่เป็น AI ที่ถูกสร้างขึ้นมาครับ
ตอนนี้แบรนด์ต่างๆ หันมาเพิ่มงบโฆษณากับอินฟลูเอนเซอร์ AI มากขึ้นถึง 80% ในรอบปีที่ผ่านมา เพราะควบคุมง่ายกว่า ปรับแต่งให้เข้ากับแคมเปญได้หลากหลาย และค่าใช้จ่ายถูกกว่ามนุษย์จริงๆ เสียอีก แถมบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ก็เริ่มใส่โมเดล AI เข้าไปใน WhatsApp, Instagram, Facebook ส่วน Google เองก็เพิ่งเปิดตัว Gemini Omni ที่ช่วยให้คนเราสามารถสร้างร่างอวตาร (Avatar) ของตัวเองที่ดูสมจริงมากๆ ได้แล้วด้วย
4. สมรภูมิอีคอมเมิร์ซและการปรับตัวของคนทำเว็บ
ในฝั่งของการช็อปปิ้งออนไลน์ ทราฟฟิกที่วิ่งจากบริการ AI ไปยังเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึง 393% ในช่วงต้นปี 2026 นี้เองครับ ทุกค่ายยักษ์ใหญ่ต่างส่งอาวุธหนักลงมาสู้กันดุเดือด:
- Google: เปิดตัวระบบ "รถเข็นสากล (Universal Shopping Cart)" ที่ช่วยให้เรากดเพิ่มสินค้าจากร้านค้าต่างๆ ทั่วอินเทอร์เน็ตมารวมไว้ที่เดียวได้
- Amazon: อัปเกรดผู้ช่วยช็อปปิ้งอย่าง "Rufus" เข้าไปในระบบ Alexa ให้ช่วยเปรียบเทียบสินค้าและเช็กประวัติราคาได้อย่างชาญฉลาด
แล้วคนทำเว็บไซต์ทั่วไปจะอยู่รอดไหม? แน่นอนว่าเมื่อ Google สรุปคำตอบให้เสร็จสรรพ คนก็คลิกลิงก์เข้าไปดูเว็บต้นทางน้อยลง แต่ในมุมมองของนักการตลาดระบุว่า แม้ทราฟฟิกหรือยอดคนเข้าเว็บจะลดลง แต่คนที่คลิกเข้ามากลับเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพมากขึ้น (High Engagement) คือเข้ามาเพื่อซื้อจริง นัดหมายจริง หรือขอใบเสนอราคาจริงๆ
บทสรุปของเรื่องนี้คือ โลกอินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ 6 เดือน หน้าตาของการค้นหาข้อมูลและเสพคอนเทนต์ที่เราเคยรู้จักอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องพร้อมที่จะ "ปรับตัว" ให้ทันครับ!
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้