เมื่อกฎระเบียบ AI ยังไร้ทิศทาง และ Anthropic กลายเป็นแพะรับบาป
วงการเทคโนโลยีต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งครับ เมื่อโมเดล AI ที่ล้ำสมัยที่สุดของ Anthropic ถูกสั่งถอดออกจากระบบอย่างกะทันหันหลังจากเปิดตัวได้เพียงไม่กี่วัน
เรื่องของเรื่องเกิดจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งแบนการส่งออกโมเดลตัวนี้ทันที โดยอ้างเหตุผลด้าน "ความมั่นคงระดับชาติ" หลังจากได้รับรายงานว่าระบบถูก "Jailbreak" (หรือการเจาะระบบเพื่อบายพาสของเขตความปลอดภัยภายใน) ซึ่งมาตรการแบนครั้งนี้รุนแรงถึงขนาดที่พนักงานของ Anthropic บางคนยังหมดสิทธิ์เข้าใช้งานโมเดลของบริษัทตัวเองเลยทีเดียว
ทางด้าน Anthropic ออกมาโต้กลับว่า ช่องโหว่ที่พบนั้นไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นที่รัฐบาลต้องใช้ยาแรงขนาดนี้ มุมมองที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยครับว่า กฎระเบียบและการควบคุม AI ในสหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะ "สับสนอลหม่าน" อย่างหนัก
ความคลุมเครือที่อาจฉุดรั้งนวัตกรรม
เหล่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐบาลควรเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาเรื่องความปลอดภัยของ AI โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงชาติ แต่ประเด็นความขัดแย้งรอบล่าสุดระหว่าง Anthropic กับรัฐบาล ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ "สหรัฐฯ ยังไม่มีกรอบการทำงานที่โปร่งใสและสอดคล้องกับในการควบคุม AI" ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้อาจจะกลายเป็นการแช่แข็งอุตสาหกรรม AI ในประเทศเอาได้
ที่น่าสนใจคือ Anthropic ถือเป็นห้องแล็บ AI ระดับแถวหน้าที่มีมูลค่าบริษัทเกือบหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังเตรียมตัวจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) แต่กลับต้องมาอยู่ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งนี้
ก่อนหน้านี้ไม่นาน Anthropic ก็เพิ่งมีปัญหากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบป้องกัน (Guardrails) สำหรับการใช้งานในกองทัพ จนส่งผลให้กระทรวงกลาโหมขึ้นบัญชีดำ Anthropic โดยระบุว่าเป็น "ความเสี่ยงต่อห่วงโซอุปทาน" (Supply chain risk)
ต่อมาโมเดลตัวล่าสุดอย่าง "Mythos" ก็ดันไปจุดชนวนความกังวลด้านไซเบอร์ซีคิวริตี้ เพราะดันเก่งเกินไปในด้านการตรวจหาช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย ทาง Anthropic จึงเลือกปล่อยเวอร์ชันเต็มให้เฉพาะพันธมิตรบางกลุุ่ม และปล่อยเวอร์ชันเต็มให้เฉพาะพันธมิตรบางกลุ่ม และปล่อยเวอร์ชันที่ลดทอนความเสี่ยงลงมาในชื่อ "Fable 5" ให้สาธารณะใช้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่แล้วรัฐบาลทรัมป์ก็อ้างว่าระบบป้องกันของ Fable 5 นั้นล้มเหลว และอาจเปิดทางให้แฮกเกอร์นำเครื่องมือทรงพลังนี้ไปใช้ในทางที่ผิด สุดท้าย Anthropic จึงต้องยอมตัดการเข้าถึงทั้ง Mythos และ Fable ทั้งหมดในเดือนนี้เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดดูเหมือนสถานการณ์จะเร่ิมคลี่คลายลงบ้างหลังจากที่มีการพูดคุยกัน โดยทรัมป์ได้กล่าวในงานประชุมศซัมมิต G7 ว่า การเจรจากับ Anthropic เป็นไปด้วยดี และในการสัมภาษณ์กับสื่ออย่าง Axios เขาก็ระบุว่าไม่ได้มองบริษัทนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแล้ว โดยพูดติดตลกว่า "อ๋อ ตอนนี้ไม่เป็นแล้ว แต่ถ้าเป็นอาทิตย์ก่อน ก็อาจจะใช่"
พลิกดูนโยบาย AI ของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์เลือกใช้วิธีการควบคุมแบบ "ผ่อนปรน" (Light approach) เพราะต้องการส่งเสริมให้นวัตกรรม AI ของสหรัฐฯ ก้าวล้ำหน้าคู่แข่งอย่างจีน โดยมีการยกเลิกนโยบายยุคไบเดนบางตัว เช่น เกณฑ์การรายงานความปลอดภัยแบบบังคับแล้วเปลี่ยนมาใช้กรอบความร่วมมือแบบสมัครใจแทน
เมื่อเดือนมีนาคม ทรัมป์ได้ออกกรอบนโยบาย AI ระดับชาติเพื่อเป็นแนวทางให้สภาคองเกรส แต่นโยบายระบุว่าไม่ควรควบคุม AI ผ่างองค์กรกลางเพียงแห่งเดียว แต่ควรให้หน่วยงานเฉพาะในแต่ละภาคธุรกิจดูแลกันเอง และเมื่อต้นเดือนนี้ก็เพิ่งมีคำสั่งประธานาธิบดีขอความร่วมมือให้บริษัท AI ส่งมอบโมเดลที่ล้ำสมัยที่สุดให้รัฐบาลตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ ทว่าคำสั่งนี้ก็ถูกชะลอออกไปในนาทีสุดท้าย เพราะทรัมป์กังวลว่ามันจะไป "ขัดขวาง" การพัฒนานวัตกรรม AI ของอเมริกา ในขณะที่รัฐบาลกลางยังกล้าๆ กลัวๆ ฝั่งรัฐต่างๆ กลับเริ่มขับเคลื่อนกฎหมายของตัวเองแล้ว เช่น แคลิฟอร์เนียที่ออกกฎหมายบังคับให้บริษัท AI ต้องรายงานกรอบความเสี่ยงและคุ้มครองคนแจ้งเบาะแส (Whistleblower) ส่วนฟลอริดาก็ถึงขั้นเปิดฉากสอบสวนทางอาญาและฟ้องร้อง OpenAI โดยอ้างว่า ChatGPT มีส่วนเกี่ยวข้องหรือช่วยสนับสนุนเหตุการณ์กราดยิงที่มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตตเมื่อปีที่แล้ว (ซึ่งทาง OpenAI ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและยืนยันว่าระบบมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด) แบรด คาร์สัน (Brad Carson) หัวหน้ากลุ่ม Public First มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือระบบการควบคุมที่เป็นแบบ "คิดเอาเองเฉพาะหน้า ตามใจฉัน คลุมเครือ และอาจจะไม่มีกฎหมายรองรับด้วยซ้ำ"
เสียงสะท้อนจากคนในวงการ
มีรายงานว่า รัฐบาลไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนกับ Anthropic เลยว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ว่านั้นคืออะไร แถมแหล่งข่าววงในยังเผยว่า Anthropic มีเวลาเพียงแค่ 90 นาทีเท่านั้นในการถอดโมเดลออกจากระบบหลังจากได้รับคำสั่ง เรื่องนี้ทำให้เหล่านักวิจัยไซเบอร์ซีคิวริตี้ ผู้ประกอบการ AI และผู้บริหารระดับสูงหลายสิบคนร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึก เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาล และเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้กระบวนการประเมินความเสี่ยงที่เป็นวิทยาศาสตร์ เปิดเผย และโปร่งใสมากกว่านี้ เพราะอย่าลืมว่า โมเดล AI ขั้นสูงเหล่านี้ก็เป็นอาวุธสำคัญที่ฝั่ง "ผู้พิทักษ์ความปลอดภัย" (Defenders) ต้องใช้เช่นกัน การริบอาวุธไปจากฝั่งคนดีในขณะที่ประเทศคู่แข่งกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก นอกจากนี้ หลายคนยังกังขาว่าการ Jailbreak ที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงขนาดนั้นจริงไหม (ซึ่งข่าวแว่วมาว่า Amazon เป็นคนไปรายงานรัฐบาล) อเล็กซ์ สตามอส (Alex Stamos) อดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ Facebook กล่าวว่า เขาได้เห็นงานวิจัยเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาลแล้ว และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยมองว่าแม้จะพบข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ไม่มีขีดความสามารถพิเศษอะไรที่อันตรายจนถึงขั้นต้องสั่งแบนรุนแรงขนาดนี้ แต่ฝั่ง เดวิด แซคส์ (David Sacks) ที่ปรึกษาของทรัมป์กลับมองต่าง โดยเขาโพสต์บน X ว่า มันยากจะเข้าใจว่าทำไมช่องโหว่ที่เปิดทางให้เข้าถึงอาวุธไซเบอร์ได้ ถึงถูกมองว่า "ไม่ร้ายแรง" ท้ายที่สุดแล้ว นักวิเคราะห์เตือนว่า มาตรการที่ไร้กรอบเกณฑ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลในเคสของ Anthropic นี้ อาจสร้างบรรทัดฐานที่ย่ำแย่ให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต เพราะการบริหารงานที่ใช้อำนาจตามใจชอบแบบนี้ แทนที่จะหลีกเลี่ยงกฎระเบียบที่เข้มงวดตามที่รัฐบาลกลัว มันกลับเป็นการสร้างเงื่อนไขไปสู่ความหายนะที่จะบีบให้ต้องเกิดกฎหมายควบคุมที่โหดกว่าเดิมในท้ายที่สุดครับ#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้