Meta ลุยเอง! ซุ่มพัฒนาแว่นตา AI อัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ 'ถูกลง' ท้าชนตลาด Wearable


ค่าย Meta เพิ่งประกาศเปิดตัวไลน์อัปแว่นตา AI รุ่นใหม่ที่พวกเขาออกแบบเองในบ้าน (In-house) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนเลยครับว่า Meta กำลังลุยตลาดเทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) แบบสุดตัว ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ในศึกสายฟ้าแลบของวงการปัญญาประดิษฐ์ไปแล้ว

และสิ่งที่เราในฐานะผู้บริโภคจะสังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคืออะไรล่ะ? คำตอบคือ "ราคาที่ถูกลง" ครับ

แว่นตา Meta Glasses รุ่นใหม่นี้จะเริ่มต้นที่ $299 (ประมาณ 10,000 กว่าบาท) ซึ่งถูกกว่ารุ่นล่าสุดที่ไปจับมือกับ Ray-Ban ซึ่งสตาร์ทที่ $379 อย่างเห็นได้ชัด จุดนี้เองที่จะช่วยให้เข้าถึงมือคนทั่วไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับ Meta เลยครับ เพราะพวกเขากำลังเจอแรงกดดันอย่างหนักในการพิสูจน์ว่า เงินทุนมหาศาลที่ทุ่มไปกับ AI จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ "ปัง" และทำเงินได้จริง ๆ

"เราต้องการเข้าไปอยู่ในหลายๆ จุดของตลาด การเข้าถึงผู้คนไม่ได้มีแค่เรื่องของดีไซน์หรือสไตล์เท่านั้น แต่เรื่องของระดับราคาก็สำคัญไม่แพ้กัน" — แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ (Andrew Bosworth) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Meta กล่าวในงานแถลงข่าว

พึ่งพาตัวเองมากขึ้น แต่ไม่ทิ้งพันธมิตรเก่า

การที่ Meta ลุกขึ้นมาออกแบบแว่นตาเองในครั้งนี้ ถือเป็นการฉีกแนวไปจากเดิมที่เคยทำร่วมกัน (Co-branded) กับแบรนด์ดังในเครือ EssilorLuxottica อย่าง Ray-Ban และ Oakley (แต่ Meta ก็ยังพึ่งพา EssilorLuxottica ในบางส่วนอยู่นะครับ เช่น เรื่องของเลนส์ และยังคงวางจำหน่ายรุ่น Ray-Ban กับ Oakley ควบคู่กันไป)

บอสเวิร์ธบอกว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อแบรนด์อย่าง Ray-Ban เพราะความนิยมในตัวดีไซน์ ส่วนกรอบแว่นที่ Meta ออกแบบเองนี้ตั้งใจทำมาเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า โดยเปิดตัวมาทั้งหมด 3 สไตล์ด้วยกัน:

  1. Adventurer: กรอบขนาดเล็ก
  2. Fury: กรอบใหญ่ขึ้นและมีความกลมมนขึ้นเล็กน้อย
  3. Meta Glasses by Kylie: รุ่นทรงไข่ที่ออกแบบโดยเซเลบสาวชื่อดังอย่าง ไคลีย์ เจนเนอร์ (Kylie Jenner)
ในแง่ฟังก์ชันการใช้งาน แว่นรุ่นนี้สามารถเปิดเพลง, แปลภาษา และตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวได้โดยใช้กล้องบนแว่นถ่ายภาพ ซึ่งก็คล้ายกับรุ่นก่อนๆ แต่รอบนี้ Meta ชูโรงว่าได้ใส่โมเดล AI ตัวใหม่ที่ชื่อว่า "Muse Spark" เข้ามา ช่วยให้แว่นจับรายละเอียดจากภาพถ่ายได้ฉลาดขึ้น และจดจำความชอบส่วนบุคคลของผู้ใช้ได้แม่นยำกว่าเดิม

ลองของจริง: ฉลาดขึ้น แต่จะโดนใจคนทั่วไปไหม?

ตอนที่นักข่าวจาก CNN ได้ไปลองเดโมแว่นตัวนี้ก่อนเปิดตัว พบว่ามันสามารถกะปริมาณแคลอรีในถ้วยสตรอว์เบอร์รีได้ แปลป้ายภาษาอาหรับเป็นภาษาอังกฤษได้ และแนะนำพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆ ได้ แถมยังจับผิดได้ด้วยว่าเชอร์รี่ที่วางอยู่ในฉากเดโมเป็นของปลอม!

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์เหล่านี้ก็ยังใกล้เคียงกับสิ่งที่แว่นรุ่นเดิมของ Meta ทำได้อยู่ครับ มันเลยอาจจะยังไม่ดึงดูดใจกลุ่มคนที่ยังลังเลหรือไม่ได้สนใจแว่นตาอัจฉริยะตั้งแต่แรกเท่าไหร่นัก

แต่ถ้าถามถึงรุ่นที่โดดเด่นที่สุด คงหนีไม่พ้นรุ่นที่ร่วมมือกับ ไคลีย์ เจนเนอร์ ครับ เพราะมีเสียงกระดิ่ง (Chime) แบบคัสตอมเฉพาะตัวเวลาสวมใส่ และเรายังสามารถเปลี่ยนเสียง Meta AI มาตรฐานให้กลายเป็นเสียง AI ที่จำลองมาจากเสียงจริงของไคลีย์ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Omdia มองว่า บริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายยังต้องเจองานหินในการพิสูจน์ให้ผู้บริโภคเห็นว่า แว่นตาอัจฉริยะหรืออุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ (เช่น เข็มกลัด AI ที่บันทึกและถอดความเสียง) มันมีประโยชน์เหนือกว่าสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันจริงๆ หรือเปล่า

แต่ถึงอย่างนั้น ทาง IDC (International Data Corporation) ก็คาดการณ์ว่า ราคาของแว่นตาอัจฉริยะจะค่อยๆ ถูกลงในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยเฉลี่ยจะลดจาก $376 ในปี 2026 ลงมาอยู่ที่ $229 ภายในปี 2030 ซึ่งน่าจะช่วยให้มันเป็นที่นิยมมากขึ้นครับ

ความเป็นส่วนตัว และศึกรอบด้านที่กำลังจะมาถึง

เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหาเดียวครับ แต่อีกเรื่องที่ Meta ปวดหัวมาตลอดคือ "ความเป็นส่วนตัว (Privacy)" ก่อนหน้านี้เคยมีประเด็นที่มีคนใช้แว่นอัจฉริยะแอบถ่ายคลิปผู้หญิงไปลงโซเชียลโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่ง Meta แก้เกมด้วยการใส่ไฟ LED สัญญาณเตือนเวลาบันทึกภาพ และตัวกล้องจะไม่ทำงานหากไฟนี้ถูกบัง

ในแง่ของตัวเลข ตลาดแว่นตาอัจฉริยะของ Meta กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย IDC ระบุว่า ยอดจัดส่งแว่นตาอัจฉริยะพุ่งสูงถึง 167% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดย Meta ครองส่วนแบ่งตลาดนี้ไปแบบเบ็ดเสร็จถึง 69.2% ทาง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เองก็เผยว่ายอดผู้ใช้งานต่อวันโตขึ้นถึง 3 เท่าแบบปีต่อปีเลยทีเดียว

แต่ Meta จะประมาทไม่ได้ครับ เพราะคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Samsung กำลังจับมือกันพัฒนาแว่นตา AI ที่เตรียมจะคลอดตามมาในช่วงปลายปีนี้ แถม OpenAI เองก็กำลังซุ่มพัฒนาฝั่งฮาร์ดแวร์อยู่เหมือนกัน ยิ่งถ้าดูในแง่ของความนิยมตัวผู้ช่วย AI ผลสำรวจจาก Pew Research ชี้ชัดว่า ChatGPT (44%) และ Google Gemini (24%) นำหน้า Meta AI (14%) อยู่พอสมควร

ที่น่ากลัวคือ Google มีข้อเปรียบเทียบที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ นั่นคือระบบ Ecosystem (Gemini) ที่ฝังอยู่ในอีเมล รูปภาพ ประวัติการค้นหา และปฏิทินของคนพันล้านคนทั่วโลกอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา ความพยายามในฝั่งฮาร์ดแว่นของ Meta (ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, อุปกรณ์สมาร์ทโฮม หรือแว่น VR) มักจะแป้กและไม่ค่อยติดตลาด รอบนี้ Meta เลยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแว่นตา AI จะกลายเป็นอุปกรณ์สามัญประจำบ้านเหมือนสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ มันจะช่วยดันให้คนหันมาใช้ Meta AI มากขึ้นผ่านการพูดคุยกับแว่นนั่นเองครับ

และดูเหมือนว่าแว่นตาอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ บอสเวิร์ธ ทิ้งท้ายไว้ว่า ทีมดีไซน์กำลังตื่นเต้นกับโจทย์ใหม่ที่ว่า “เราจะส่งมอบเทคโนโลยี AI แบบนี้ให้กับคนที่ไม่ชอบใส่แว่นตาได้อย่างไรบ้าง?” ซึ่งก็น่าติดตามกันต่อไปครับ!

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้