Siri โฉมใหม่ด้วยพลัง AI: ก้าวสำคัญที่มาพร้อมความท้าทายของ Apple


ในที่สุด Apple ก็ได้ประกาศยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ด้วยเทคโนโลยี AI (Siri AI) เพื่อหวังจะปลุกชีพผู้ช่วยดิจิทัลที่มีอายุกว่า 15 ปีนี้ ให้กลับมาเจิดจรัสและต่อกรกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ โดย Siri โฉมใหม่นี้จะเปิดตัวในเวอร์ชัน Beta ช่วงปลายปีนี้ ซึ่งมันจะสามารถช่วยควบคุมแอปพลิเคชันต่างๆ, วิเคราะห์หน้าจอ iPhone เพื่อตอบคำถาม และนำบริบทส่วนตัวของผู้ใช้มาช่วยในการประมวลผลคำตอบได้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ

ปัญหาใหญ่ จะทำเงินจาก AI ได้อย่างไร?

หลังจากที่ปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าในศึก AI มาพักใหญ่ Apple ตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากที่จะต้องพิสูจน์ว่าพวกเขามีแผนตลบหลังที่จับต้องได้ โจทย์สำคัญคือ Apple ต้องแสดงให้เห็นว่า AI ตัวนี้จะช่วยกระตุ้นให้คนหันมาอัปเกรด iPhone เครื่องใหม่, เพิ่มรายได้จากฝั่งบริการ (Services) และสร้างผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างไร

แต่สิ่งที่นักลงทุนอยากรู้ที่สุดคือ "Apple จะทำให้คนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อซื้อฟีเจอร์ AI ได้อย่างไร?" > ทางนักวิเคราะห์จาก Barclays ให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมาหลังจบงานว่า "การอัปเดตรอบนี้ดูเหมือนเป็นการวิวัฒนาการค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการปฏิวัติวการ และเรายังคงมองว่า Apple ตามหลังในสมรภูมิ AI เพราะยังไม่มี 'Killer App' (แอปพลิเคชันเด็ด) และกลยุทธ์การทำกำไรที่ชัดเจน

ในขณะที่ Morgan Stanley มองบวกกว่า โดยระบุว่านี่คือ "แนวทางที่ชัดเจนขึ้นในการสร้างรายได้จาก AI" แม้ว่ามันจะเป็นเกมยาวแบบ "วิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งผลัดระยะสั้น" ก็ตาม

ข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่ทุกคนจะได้ใช้

แม้ว่า Siri AI และเครื่องมือ AI อื่นๆ ของ Apple จะรองรับตั้งแต่ iPhone 15 Pro (ที่เปิดตัวไปในปี 2023) ขึ้นไป แต่จากการประมาณการของ Bloomberg Intelligence พบว่า มี iPhone เกินกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดตอนนี้ที่ไม่รองรับ Apple Intelligence และถึงแม้ผู้ใช้เหล่านั้นจะเปลี่ยนมาซื้อ iPhone รุ่นใหม่ในอนาคต นักวิเคราะห์ก็มองงว่าพวกเขาอาจจะซื้อเพราะอยากได้แบตเตอรี่ที่อึดขึ้นหรือเครื่องที่แรงขึ้น มากกว่าจะซื้อเพราะฟีเจอร์ AI

นอกจากนี้ Morgan Stanley ยนังคาดการณ์ว่า มี iPhone ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันมากกว่า 1.3 พันล้านเครื่อง ที่มีกำลังการประมวลผลหรือหน่วยความจำ (RAM) ไม่เพียงพอที่จะรันฟีเจอร์เด็ดของ Siri AI บางตัวได้ เช่น การพิมพ์ด้วยเสียงที่แม่นยำขั้นสุด หรือการปรับแต่เสียง Siri ให้แสดงอารมณ์ได้สมจริงยิ่งขึ้น ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้จะจำกัดอยู่แค่ในรุ่นท๊อปอย่าง iPhone Air, iPhone 17 Pro หรือ iPhone 17 Pro Max เท่านั้นครับ

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ขั้นสูงบางอย่าง เช่น การสร้างรูปภาพที่ปลดล็อกขีดจำกัด หรือการวิเคราะห์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดอัจฉริยะผ่านระบบ HomeKit ก็อาจจะถูกผูกไว้กับบริการรายเดือนอย่าง iCloud+ อีกด้วย

เน้นตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องงาน

ความน่าสนใจของ Siri AI คือ Apple เลือกที่จะโฟกัสไปที่ "การใช้งานในชีวิตประจำวัน" แตกต่างจาก ChatGPT หรือ Claude ของ Anthropic ที่เน้นเจาะกลุ่มคนทำงานหรือภาคธุรกิจ โดย Siri โฉมใหม่นี้จะสามารถเชื่อโยงข้อมูลจากข้อความแชท (Texts) ได้ เช่น เราสามารถถาม Siri ว่า "บ้านใหม่ขอเจฟฟ์อยู่ที่ไหนนะ"? ตัว Siri ก็จะไปลากเอาที่อยู่ของเพื่อนจากข้อความล่าสุดมาตอบให้ทันที หรือแม้กระทั่งการดูรูปภาพบนหน้าจอแล้วสั่งให้ Siri หาเส้นทางไปยังสถานที่ในรูปพร้อมแวะบ้านเพื่อนระหว่างทาก็ทำได้ง่ายๆ

แผนการ "ล็อกเป้า" ไม่ให้ย้ายค่าย

จริงอยู่ที่ฟีเจอร์ AI ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ทรงพลังพอที่ดึงดูดให้คนยอมจ่ายเงินเฉียดหลักพันดอลลาร์เพื่อซื้อ iPhone เครื่องใหม่หรือสมัคร iCloud แพ็กเกจแพงๆ ทันที แต่ในระยะสั้น AI ตัวนี้จะทำหน้าที่เป็น "กาวชั้นดี" ที่เหนี่ยวรั้งผู้ใช้เดิมไม่ให้เปลี่ยนใจไปหา Android

เพราะเมื่อระบบ Siri AI เริ่มเรียนรู้ตัวตน บริบทส่วนตัว และประวัติการใช้งานทั้งหมดของคุณแล้ว มักจะกลายเป็นเรื่องยากมากๆ ที่คุณจะทิ้งข้อมูลเหล่านั้นแล้วย้ายไปเริ่มต้นใหม่กับระบบอื่นครับ

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้