AI กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ... แต่ทำไมคนอเมริกันจำนวนมากกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?


ถ้าเราเดินไปแถวๆ Richmond Neighborhood Center ในซานฟรานซิสโกตอนนี้ เราจะพบว่ามีคนมากกว่า 200 ชีวิตที่กำลังยืนต่อคิวรอรับของแจกจากธนาคารอาหาร (Food Pantry) แต่เชื่อไหมครับว่า ห่างออกไปเพียงไม่กี่ไมล์ทางตะวันออก มันคือย่านที่เขาเรียกกันว่า "AI Alley" แหล่งรวมบริษัทปัญญาประดิษฐ์ยักษ์ใหญ่ที่โกยเงินลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ และจ่ายเงินเดือนให้พนักงานในอัตราที่สูงลิ่ว ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลให้ราคาบ้านและค่าเช่าในเมืองพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่

ซานฟรานซิสโกกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงนั้น ช่วยขับเคลื่อภาพรวมเศรษฐกิจให้ดูดีก็จริง แต่มันกลับซ่อนแผลเป็นทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำของครอบครัวรายได้น้อยถึงปานกลางเอาไว้ข้างหลัง

และภายที่เกิดขึ้นในซานฟรานซิสโกนี้ ก็กำลังสะท้อนภาพใหญ่ในระดับประเทศเช่นกันครับ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตในอัตราประจำปีที่แข็งแกร่งถึง 2.1% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการที่ภาคธุรกิจพากันแห่ลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

แต่ในทางกลับกัน ความรู้สึกของผู้บริโภคกลับย้ำแย่เกือบจะต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของภาวะสงคราม ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา ยังชี้ว่า กลุ่มคนอเมริกันที่มีรายได้ต่ำที่สุด (ล่างสุด 25%) กลับมีการเติบโตของค่าจ้างที่น้อยที่สุดในปีนี้อีกด้วย

"ความเหลื่อมล้ำในชุมชนมันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่หยุดเลยครับ" Yves Xavier ผู้อำนวยการฝ่ายโปรแกรมชุมชนของ Richmond Neighborhood Center กล่าว" เราอาจจะไม่ได้ชี้หน้าว่านี่คือผลกระทบจาก AI โดยตรง 100% เพราะปัญหานี้มันมีมานานแล้ว แต่ก็นะ ไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์จรวดก็มองออกว่า AI กำลังเข้ามาทำให้ความเหลื่อมล้ำในเมืองนี้มันกว้างขึ้นไปอีก" เขายังเสริมด้วยว่า ความต้องการอาหารกล่องและของแจกจากองค์กรไม่แสวงหากำไรของเขาเพิ่มขึ้นถึง 10% ในปีนี้

'เศรษฐกิจที่มีแค่ผู้ชนะ... กับผู้แพ้'

ช่องว่าระหว่างคนที่รวยที่สุดกับคนที่จนที่สุดในอเมริกา กำลังกลายเป็นประเด็นกลักทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆและผู้เชี่ยวชาญมองว่า AI นี่แหละคือตัวแปรสำคัญ

รายงานจาก Oxford Economics ระบุว่า เม็ดเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI ได้สร้างกลุ่มคนทำงานกลุ่มใหม่ที่มีรายได้สูงมากในศูนย์กลางเทคโนโลยีทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ซีแอตเทิล โลสแอนเจลิส ซานโฮเซ และวอชิงตัน ดี.ซี. คนกลุ่มนี้คือประชากรระดับบนสุด 10% ที่ร่ำรวยที่สุด และเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ผ่านการจับจ่ายใช้สอย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 62% ของการเติบโตทั้งหมด อ้างอิงจาก Moody's

"เรากำลังได้เห็นการกระจุกตัวของความมั่งคั่งอย่างน่าเหลือเชื่อจากอานิสงส์ของ AI ทั้งในกลุ่มบริษัทใหม่ๆ ผู้ก่อตั้ง และพนักงานยุคบุกเบิก" Manuel Pastor ผู้อำนวนยการสถาบันวิจัยความเท่าเทียม (Equity Research Institute) จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียกล่าว "มันกำลังทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ที่รุนแรงขึ้น"

แน่นอนว่า "ผู้ชนะ" ในระบบเศรษฐกิจวันนี้ คือคนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและให้ทุนสนับสนุน AI รวมถึงนักลงทุนยุคแรกๆ

เห็นได้จากกรณีที่ SpaceX เพิ่งเปิดตัวในตลาดวอลล์สตรีทผ่านการทำ IPO ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ โดยปัจจุบันบริษัทด้านอวกาศและ AI แห่งนี้มีมูลค่าพุ่งเกิน 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว เป็นนักลงทุนคาดหวังว่ามันจะสร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณของคนอเมริกัน ขณะเดียวกัน ต่อพ่อในวงการ AI อย่าง OpenAI และ Anthropic ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก ก็กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ IPO ของตัวเองเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าตลาดใหม่อีกหลายล้านล้านดอลลาร์ และข้อมูลจาก Crunchbase ยังระบุด้วยว่า บริษัทในซานฟรานซิสโก ครอบส่วนแบ่งเม็ดเงินลงทุนด้าน AI จากทั่วโลกไปเกือบ 2 ใน 3 เลยทีเดียว

ตัดภาพมาที่ "ผู้แพ้" ซึ่งเป็นคนอเมริกันกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหางานทำ, กลุ่มคนรายได้น้อยที่ต้องแบกรับหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากพิษเงินเฟ้อ และรวมไปถึงคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries)

"สิ่งที่ผู้คนเคยโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตหรือเขียนไว้ในหนังสือกำลังถูกบริษัท AI เหล่านี้ดึงไปเป็นสมบัติส่วนตัวเพื่อพัฒนาโมเดล ส่งผลให้คนกลุ่มเดิมเหล่านั้นทำมาหากินได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักดนตรี หรือใครก็ตามที่อยู่ในสายครีเอทีฟ" Pastor กล่าว

นอกจากนี้ กระแสฟองสบู่ของ AI ยังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจดั้งเดิม (Main Street) อีกด้วย

“ลองถ้าเราตัดเรื่อง AI ออกไป การลงทุนในภาคธุรกิจจริงๆ แล้วถือว่าลดลงนะครับ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักหากไม่ใช่ช่วงเศรษฐกิจถอยหลัง” Maxime Darmet นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Allianz Trade อธิบาย “เทคโนโลยีนี้ทรงพลังมากในการช่วยพยุงภาพรวมเศรษฐกิจไว้ แต่ในขณะเดียวกัน เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมกลับถูกตัดงบไปเยอะมาก”

สุดท้ายนี้ ช่องว่างระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสวยหรูด้วยแรงขับเคลื่อนของ AI กับชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนอเมริกันหลายล้านคน ก็ยังคงขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

“ความเหลื่อมล้ำที่นี่มันบาดตาและชัดเจนมากครับ” Xavier กล่าวทิ้งท้ายถึงสถานการณ์ในซานฟรานซิสโก “มันเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และผมคิดว่ามันก็คงจะเป็นปัญหาต่อไปแบบนี้แหละ”

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้