ศึก AI โลกเดือด! ทรัมป์เหยียบคันเร่งมิดไม่สนคำเตือน หวังเหงือกแห้งชนจีน "ผู้ชนะ AI คือผู้ชนะโลก"
สงคราม AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกำลังทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเบรกกระแสที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI โดยยืนยันชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมผ่อนคันเร่งเด็ดขาด เพราะเป้าหมายเดียวคือการเอาชนะจีนในศึกครั้งนี้
สองผู้นำกับวิสัยทัศน์ที่อยู่คนละขั้ว
เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารจากค่ายใหญ่อย่าง Anthropic, OpenAI และ Google พยายามเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลงบ้าง แต่ทรัมป์กลับย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ เอาไว้ “ใครชนะศึก AI คนนั้นคือผู้ชนะทั้งหมด” ทรัมป์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่มประเทศ Global South โดยเรียกร้องให้ทั่วโลกเน้นการเปิดกว้าง ระบบ Open-Source และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้สร้างข้อตกลงธรรมาภิบาล AI ระดับโลก (Global AI Governance Pact) แม้จะยังไม่ได้ลงรายละเอียดที่ชัดเจนก็ตาม
ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความระแวงและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ มอง AI เป็นอาวุธและสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องปกป้องและแชร์เฉพาะกับชาติพันธมิตร ส่วนจีนซึ่งตามหลังอยู่กลับชูโมเดลแบบเปิดกว้างขึ้นมาแทน
จีนน่ากลัวแค่ไหนในสายตาสหรัฐฯ?
แม้สหรัฐฯ จะพยายามคุมเข้มการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงเพื่อขัดขวางจีน แต่โมเดลอย่าง DeepSeek ของสตาร์ทอัพจีนกลับสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก เพราะสามารถทำประสิทธิภาพได้ใกล้เคียงกับโมเดลชั้นนำของอเมริกาโดยใช้ทรัพยากรคำนวณน้อยกว่ามาก ตามมาด้วยค่ายอื่นๆ อย่าง Alibaba, Z.AI, Minimax และ Moonshot ที่เร่งสปีดขึ้นมาหายใจรดต้นคอ
แต่สิ่งที่ตามมาพร้อมกับการเติบโตของ AI จีน คือข้อกล่าวหาเรื่อง "การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา" หรือกระบวนการที่เรียกว่า Distillation (การนำเอาข้อมูล Output ของโมเดลสหรัฐฯ ไปใช้เทรนโมเดลของตัวเอง)
หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ทั้ง FBI, NSA และ CISA ได้ออกมาระบุว่าบริษัท AI ของจีนกำลังทำการจารกรรมข้อมูลระดับอุตสาหกรรม ขณะที่ Anthropic เผยรายงานว่ามีผู้ใช้งานที่เชื่อมโยงกับกองทัพจีน แอบแฝงดักส่งคำสั่งผ่านโมเดล Kimi ของ Moonshot ไปรันบน Claude ของ Anthropic เพื่อดึงศักยภาพโมเดลไปใช้ ซึ่งทางฝั่งทางการจีนและโมเดลต่างๆ ก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและเงียบสงบศึกในประเด็นนี้
มุมมองเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่าง
ในขณะที่สหรัฐฯ กังวลเรื่องการหลุดการควบคุมของ AI หรือการจารกรรมข้อมูล ฝั่งจีนกลับมองว่าภัยคุกคามที่แท้จริงคือ "การใช้อำนาจบาตรใหญ่" ของสหรัฐฯ ที่พยายามปิดกั้นทางเทคโนโลยี ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน และสร้างระบบแบบปิด (Closed-source) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของโลก
นอกจากนี้ ในฝั่งประชาชน จีนมีความกังวลเรื่อง AI น้อยกว่าสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก ผลสำรวจของ Edelman ปี 2025 ชี้ว่า ชาวจีนถึง 72% เชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI ในขณะที่ชาวอเมริกันมีเพียง 32% เท่านั้น การคุมเข้มจากรัฐบาลจีนในเชิงกฎหมายและความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้ภาคธุรกิจจีนมุ่งหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเต็มที่โดยไม่มีกระแสต่อต้านภายในมากนัก
ซัมมิต Washington จะหาจุดลงตัวได้ไหม?
การพบกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ในการประชุมซัมมิตที่กำลังจะเกิดขึ้น ถูกจับตามองอย่างมากว่าจะมีการตั้งกรอบการหารือเรื่อง AI แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงมองว่าโอกาสที่จะเกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมนั้นมีน้อยมาก ตราบใดที่ปัญหาหลักคือ "ความไม่ไว้วางใจ" วอชิงตันกลัวว่าความร่วมมือจะช่วยเสริมแกร่งทางการทหารให้จีน ส่วนปักกิ่งก็มองว่าคำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" ของสหรัฐฯ เป็นเพียงข้ออ้างในการขัดขวางการเติบโตทางเทคโนโลยีของจีนเท่านั้นเอง
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้