เมื่อ "ภัยล้างเผ่าพันธุ์" และ "การแย่งชิงอำนาจ" ทำสงครามเย็น AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
ถ้า AI มีศักยภาพถึงขั้นล้างบางมนุษยชาติได้จริง ทำไมสหรัฐฯ ถึงยังไม่ยอมถอยให้จีนแม้แต่นิดเดียว? คำตอบสั้นๆ คือ จีนไม่ได้มาเล่นๆ ครับ
รัฐบาลปักกิ่งเปิดตัวยุทธศาสตร์สำคัญที่จะดันตัวเองขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกให้ได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ผ่านการทุ่มงบประมาณและทรัพยากรมหาศาลในแบบที่ระบบปกครองพรรคเดียวทำได้ง่ายกว่าใคร แน่นอนว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจจะชอบพูดเกินจริงไปบ้าง แต่บรรดาผู้นำจีนมองว่า AI คือภัยคุกคามเสถียรภาพอำนาจของพวกเขา พวกเขาจึงทุ่มสุดตัวจนเริ่มไล่ตามสหรัฐฯ ทันแล้ว
ในขณะเดียวกัน ฝั่งอุตสาหกรรม AI ของอเมริกากลับออกมาบอกว่าอยากจะ "เหยียบเบรก" การพัฒนาของตัวเองลงหน่อย เพราะกังวลว่าซิลิคอนวัลเลย์กำลังสร้างเทคโนโลยีที่อาจจะหลุดจากการควบคุมและทำลายล้างมนุษย์ แม้ความสามารถในการทำลายล้างของ AI จะยังเป็นข้อถกเถียงและหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ทั้งสองประเทศก็ตกอยู่ในภาวะ "การแข่งขันทางอาวุธ" ที่ถอดแบบมาจากสงครามเย็นยุคนิวเคลียร์ไม่มีผิด—สถานการณ์เสี่ยงตายที่บังคับให้ศัตรูตัวฉกาจต้องยอมจับมือตั้งกฎเกณฑ์ เพื่อไม่ให้โลกถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จีนทำอะไรได้บ้างในเวลานี้?
ข้อได้เปรียบช่วงแรกของอเมริกาเริ่มถดถอยลง แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามแบนไม่ให้จีนเข้าถึงชิป AI ระดับท็อป ซึ่งสร้างอุปสรรคให้การพัฒนา AI ของจีนอย่างมาก แต่บริษัท AI ในจีนกลับใช้กลยุทธ์แก้เกมที่ชาญฉลาด
David Bellman หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์จาก SynMax เล่าว่า "เมื่อเข้าถึงชิปที่ล้ำที่สุดไม่ได้ พวกเขาเลยหันไปพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เก่งขึ้นและประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม"
กุมภาพันธ์ 2025 โมเดล DeepSeek ของจีนทำคะแนนทดสอบตามหลังโมเดลตัวท็อปของ OpenAI เพียง 0.4% และรายงาน AI Index ปี 2026 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็ระบุชัดเจนว่า ช่องว่างประสิทธิภาพโมเดลระหว่างสหรัฐฯ กับจีน "แทบจะปิดลงแล้ว" ถึงแม้อเมริกาจะยังได้เปรียบเรื่องการลงทุนภาคเอกชนและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center แต่ภาพรวมว่าใคร "นำ" อยู่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ อะไรเป็นไม้บรรทัดวัด
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้หยุดแค่นั้น แผนพัฒนา AI ยุคใหม่ของจีนเน้นใช้คลังเทคโนโลยีและหน่วยงานรัฐดันโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเทรนโมเดลขนาดใหญ่ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้เป็นผู้นำด้านแบตเตอรี่ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ทว่าจุดอ่อนสำคัญของจีนคือ ความกังวลของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้อยู่ที่ "มนุษยชาติจะสูญพันธุ์หรือไม่" แต่อยู่ที่ "อำนาจของพรรคจะสั่นคลอนไหม" การควบคุม AI ของจีนจึงเน้นหนักไปทางอุดมการณ์และการเซนเซอร์ข้อมูลมากกว่า
Chen Yixin รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน ถึงกับเตือนผ่านนิตยสาร China Cyberspace ว่า พรรคอาจสูญเสียการควบคุมประชาชนหากพ่ายแพ้ในศึก AI เพราะสหรัฐฯ อาจใช้ AI ในการจารกรรมข้อมูลหรือทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโค่นล้มพรรคได้
ฝั่งสหรัฐฯ กับการพยายามเบรกตัวเอง
ผู้นำเทคโนโลยีในอเมริกาเริ่มคุยกับนักการเมืองเรื่องการกำกับดูแลกันเอง แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมองว่าการชะลอพัฒนาคือการยอมจำนนต่อข่าวลือและเป็นการยกประโยชน์ให้จีน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม AI ของอเมริกาก็กำลังชนตอสะดุดขนาดใหญ่ในการขยาย Data Center ทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน, วัสดุก่อสร้าง, ชิปไฮเอนด์, การอนุมัติใบอนุญาตที่ล่าช้า รวมถึงดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้การสร้าง Data Center ติดขัดไปหมด
แต่นักวิชาการอย่าง Vincent Conitzer จาก Carnegie Mellon เตือนว่า "ไม่มีใครรู้จริงหรอกว่าต้องใช้ขีดความสามารถแค่ไหน AI ถึงจะล้างโลกได้ ใครที่บอกว่าถึงระดับนี้แล้วอันตราย หรือต่ำกว่านี้แล้วปลอดภัย คนนั้นกำลังโกหก เผลอๆ ศักยภาพฮาร์ดแวร์ที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ บวกกับไอเดียฉลาดๆ อีกนิดเดียวก็อาจจะเพียงพอแล้วก็ได้"
รูปร่างของการควบคุมระดับโลกจะออกมาเป็นแบบไหน?
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic เสนอว่า อเมริกาต้องรักษาความเป็นผู้นำเหนือจีนไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องสปีดหนีไกลเกินไป ให้รักษาในระดับที่ปลอดภัย เพื่อใช้เป็นไพ่เหนือกว่าในการดึงจีนเข้าสู่โต๊ะเจรจากำหนดกฎระเบียบระดับโลกร่วมกัน แม้สื่อรัฐบาลจีนจะมองว่าข้อเสนอนี้คือ "มรดกตกทอดจากสงครามเย็น" แต่ลึกๆ แล้ว จีนเองก็กลัว AI ที่หลุดจากการควบคุมของรัฐบาลไม่แพ้กัน
Philip Potter จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียสรุปไว้น่าคิดครับว่า ทั้งสองประเทศอาจยอมตกลงในจุดที่ต่างฝ่ายต่างจำกัดการพัฒนา AI ของภาคเอกชน แล้วบีบให้การพัฒนา AI กลายเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐแต่เพียงผู้เดียว
เพราะหากยังคงแข่งกันแบบไร้กติกา ต่างฝ่ายต่างอ้างเรื่องความมั่นคงจนไม่มีใครยอมติดเบรกความปลอดภัย สุดท้ายแล้วอาจไม่มีใครควบคุมสิ่งนี้ได้เลยครับ
#ดรกฤษฎาแก้ววัดปริง #ไทยสมาร์ทซิตี้ #SmartCity #DRKRIT #สมาร์ทซิตี้คลิก