โตรอนโต เมืองที่ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็น ‘ศูนย์กลาง AI’ ระดับโลก
เมืองนี้คือหนึ่งในศูนย์กลาง AI ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมันอาจไม่ใช่เมืองที่คุณคิดไว้
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1980 เมื่อ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เจ้าของรางวัลโนเบล ตัดสินใจก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เขาละทิ้งตำแหน่งที่ได้รับทุนสนับสนุนอย่างดีที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน เพื่อมาลุยงานวิจัย Machine Learning ในสาขาที่แทบจะไม่มีใครสนใจ ณ มหาวิทยาลัยโตรอนโต
สี่ทศวรรษให้หลัง งานวิจัยของฮินตันกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบ AI ยุคใหม่ ทั้งยังเปลี่ยนหน้าตาของเมืองใหญ่ในแคนาดาแห่งนี้ไปตลอดกาล
แม้ซิลิคอนวัลเลย์จะเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ Ecosystem ด้าน AI ที่แข็งแกร่งกลับค่อยๆ เติบโตขึ้นรอบตัวฮินตันในโตรอนโต ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Google, Nvidia, Meta และ Microsoft รวมไปถึงสตาร์ทอัพจำนวนมาก ต่างตบเท้ามาเปิดสำนักงานและห้องวิจัย ห่างจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตเพียงไม่กี่ไมล์ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทนอกอุตสาหกรรมเทคอย่างบริษัทยา Sanofi ที่เพิ่งประกาศทุ่มเงินเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ อัดฉีดศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI (AI Center of Excellence) ในเมืองนี้
ผลการวิเคราะห์ประจำปีของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ CBRE ระบุว่า ปัจจุบันโตรอนโตครองอันดับ 3 ของเมืองที่มีตลาดบุคลากรด้านเทคโนโลยีดีที่สุดในโลก แซงหน้ามหานครนิวยอร์ก และตามหลังเพียงซานฟรานซิสโกกับซีแอตเทิลเท่านั้น ความสำเร็จนี้ต้องยกความดีความชอบให้สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยโตรอนโต และสถาบันวิจัยภาครัฐ-เอกชนอย่าง Vector Institute ซึ่งฮินตันร่วมก่อตั้งเพื่อผลักดันการค้าจากงานวิจัย AI
ด้านนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ก็กำลังเดินหน้าอัดฉีด Ecosystem ด้าน AI ผ่านยุทธศาสตร์ระดับชาติ ด้วยงบประมาณมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนงานวิจัย การศึกษา และการประยุกต์ใช้ AI พร้อมๆ กับการวางกรอบความปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดสงครามการค้าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การลงทุนในเทคโนโลยีของตัวเองจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
‘พวกเราชอบชีวิตที่นี่’
หนึ่งในผู้นำ AI รุ่นใหม่ของโตรอนโตคือ นิก ฟรอสต์ (Nick Frosst) ศิษย์เก่าของฮินตัน และเป็นพนักงานยุคแรกๆ ในห้องวิจัย Google AI ที่โตรอนโตเมื่อปี 2017 ก่อนจะออกมาร่วมก่อตั้ง Cohere บริษัท Enterprise AI มูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์ ฟรอสต์ปฏิเสธการย้ายไปซิลิคอนวัลเลย์เหมือนที่สตาร์ทอัพทั่วไปทำ ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ "เขาชอบใช้ชีวิตในโตรอนโต"
กานนาดี เปคิเมนโก (Gennady Pekhimenko) ผู้ขายสตาร์ทอัพ CentML ให้ Nvidia และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายซอฟต์แวร์ AI ของยักษ์ใหญ่ชิปรายนี้ เผยว่าร้านอาหารนานาชาติในโตรอนโตคือเครื่องมือดึงดูดคนเก่งจากต่างเมืองชั้นดี ขณะที่ โทมิ ปูตาเนน (Tomi Poutanen) ซีอีโอของ Signal 1 สตาร์ทอัพด้านสุขภาพ เสริมถึงข้อดีของระบบการรักษาพยาบาลในแคนาดาและย่าน "Hospital Row" อันเลื่องชื่อ
นอกจากนี้ ฮินตันยังชี้ว่า นโยบายการย้ายถิ่นฐานของแคนาดาเปิดกว้างรับแรงงานต่างชาติมากกว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริษัทเทค ตัวอย่างเช่น พนักงานคนแรกๆ ของ CentML ที่ย้ายมาจาก Amazon เนื่องจากไม่สามารถต่อวีซ่า H1-B ในสหรัฐฯ ได้ แต่กลับได้รับใบอนุญาตทำงานในแคนาดาได้อย่างไม่มีปัญหา
จอร์แดน เจคอบส์ (Jordan Jacobs) จากกองทุน Radical Ventures เสริมว่า การเปิดรับบุคลากรระดับโลกทำให้ได้คนที่มองการณ์ไกลระดับสากล แถมโตรอนโตยังใกล้ตลาดใหญ่อย่างนิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. และชิคาโก "บินแค่ 90 นาที ก็เข้าถึงผู้คนได้กว่า 200 ล้านคนแล้ว"
เติบโตนอกกรอบซิลิคอนวัลเลย์
แม้ซานฟรานซิสโกจะยังเป็นศูนย์กลางเทคอันดับหนึ่งด้วยจำนวนแรงงานเทคที่มากกว่าโตรอนโตราว 20% แต่บุคลากรในโตรอนโตมองว่า การอยู่นอก "ฟองสบู่ซิลิคอนวัลเลย์" คือข้อได้เปรียบ
ค่าครองชีพในโตรอนโตย่อมเยากว่า ทั้งราคาบ้าน ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล และโรงเรียนที่ดี ทำให้บริษัทเข้าถึง Talent คุณภาพสูงได้ในต้นทุนที่เหมาะสม แถมอัตราการย้ายงานยังต่ำกว่าซานฟรานซิสโกมาก
นอกจากนี้ ฟรอสต์ยังมองว่า บรรยากาศในโตรอนโตเปิดกว้างต่อการถกเถียงอย่างมิตร เช่นเดียวกับตัวเขากับฮินตันที่มักถกเถียงกันว่า AI คือ "สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่" หรือเป็นเพียง "เครื่องมือ" แต่ทั้งคู่ก็ยังเล่นหมากรุกด้วยกันเป็นประจำ
โอกาสทองด้าน AI ของแคนาดา
ปัจจุบัน ภาคดิจิทัลสร้างรายได้ให้ GDP แคนาดามากกว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์ และ Ecosystem ของ AI ยังมีประโยชน์ในแง่ของภาษีและการจ้างงาน
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลและบริษัททั่วโลกเริ่มหาทางลดการพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว กลายเป็นข้อได้เปรียบของบริษัทในแคนาดา โดยเฉพาะหลังจากที่ทำเนียบขาวจำกัดการส่งออกโมเดล AI ของ Anthropic ในช่วงเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ลูกค้าต่างชาติหลั่งไหลมาสอบถามข้อมูลจาก Cohere เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปิดท้ายด้วยเรื่องราวของ ราเคล อูร์ตาซุน (Raquel Urtasun) ที่ลาออกจาก Uber ในโตรอนโตมาเปิดบริษัทรถบรรทุกไร้คนขับ Waabi จนสามารถระดมทุน Series C ได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แคนาดา
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้