ทำไมชาวจีนถึงกังวลเรื่อง AI ล้างโลก น้อยกว่าคนอเมริกัน?
ต่างจากในสหรัฐอเมริกา ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครในจีนออกมาแสดงความกังวลอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสภาวะอุดมคติที่ล้มเหลว (Dytopia) หรือการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาสูญพันธ์ุมนุษยชาติในเร็วๆ นี้
ภาพคุ้นตาในประเทศจีนวันนี้ คือประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐท้องถิ่นผ่าน "พนักงานดิจิทัลพลัง AI" นักเรียนส่งการบ้านเขียนบทความเพื่อรับข้อเสนอแนะได้ทันทีเพียงแค่อัปโหลดรูปถ่าย หรือแขกที่เข้ามาพักในโรงแรมรับพัสดุที่มาส่งถึงหน้าห้องด้วยหุ่นยนต์อัตโนมัติ
การประยุกต์ใช้ AI อย่างแพร่หลายในจีนสะท้องถึงการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่นี้อย่างเต็มที่ ผลสำรวจจาก Morgan Stanley เผยว่าชาวจีนถึง 80% ใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งสูงกว่าในอเมริกาที่อยู่ที่ 54% อย่างมาก แม้กระทั่งในขณะที่ผู้บริหารเทคโนโลยีและนักวิจัยในสหรัฐฯ พยายามเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI เนื่องจากมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ แต่สาธารณชนชาวจีนกลับยังคงสงบนิ่งและตื่นตัวในเชิงบวกมากกว่า
"เทคโนโลยีนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์" Xu Jingyuan นักศึกษาวิชาบริหารธุรกิจวัย 22 ปีจากปักกิ่งกล่าว "เราไม่ควรมองมันเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ควรมองว่ามันเป็นสิ่งที่เข้ามาสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตมากกว่า" เขายังเสริมอีกว่า รัฐบาลจีนมีความสามารถเต็มเปี่ยมในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้
ความเห็นของ Xu สอดคล้องกับผู้คนอีกหลายคนได้สัมผัส สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในทัศนคติที่มีต่อ AI ระหว่างสังคมจีนและอเมริกัน รวมถึงระดับความไว้วางใจที่มีต่อรัฐบาลของตนในการรับมือกับภัยคุกคามจากเทคโนโลยี
Lian Jyn Su นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยเทคโนโลยี Omdia ชี้ว่า "ในอเมริกา มีความรู้สึกร่วมกันของสังคมว่า ถ้าไม่มีการเปิดโปง (Whistlebloring) บริษัทใหญ่อาจรอดพ้นจากการตรวจสอบ เนื่องจากการกำกับดูแลของรัฐบาลที่อ่อนแอ แต่ในจีน ประชาชนมีความเชื่อมั่งอย่าแรงกล้าว่า หากเกิดปัญหาหรือวิกฤตขึ้นมารัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาจัดการทันที" นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า ความแตกต่างในการเปิดรับข่าวสาร สภาพแวดล้อมทางสังคม บริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความต่างนี้
ผลสำรวจโดย Ipsos เผยว่า ชาวจีนถึง 83% รู้สึกตื่นเต้นกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในขณะที่มีคนอเมริกันเพียง 33% เท่านั้นที่รู้สุกเช่านเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ผลสำรวจจาก Edelman ระบุว่า ชาวจีนถึง 86% ไว้วางใจให้รัฐบาลของตนเองทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อเทียบกับชาวอเมริกันที่มีเพียง 39% เท่านั้น
อีกจุดต่างที่สำคัญคือ "ระบบการเมือง" ในอเมริกา การเปิดโปงข้อเท็จจริงเป็นเรื่องปกติ การถกเถียงเชิงนโยบามักมีความวุ่นวายซับซ้อนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีความเห็นต่างสุดขั้ว แต่โครงสร้างอำนาจแบบจากบนลงล่าง (Top-down) ของจีน ช่วยให้รัฐบาลพรรคเดียวสามารถกำหนดวาระและทิศทางได้โดยไม่ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารย์อย่างเปิดเผย
เบื้องหลังการเปิดรับเทคโนโลยี
ความแพร่หลายของ AI แอปพลิเคชันเชิงพาณิชย์ แลพหุ่นยนต์ในจีนช่วยส่งเสริมให้สาธารณชนยอมรับเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น
"ทุกคนที่ผมรู้จักต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า AI แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิตพวกเราแล้ว" Shi Hongchao วัย 51 ปี จากมณฑลเหลียวหนิงกล่าว "ทุกคนไม่พูดถึงมัน ก็เริ่มลงมือใช้มันแล้ว มันรู้สึกเหมือนเป็นิส่งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป"
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงลิ่วของจีน บริษัทเทคโนโลยีต่างเร่งส่งแชตบอต AI ฟรี รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าไปรวมอยู่ในแอปพลิเคชันเดิมที่ผู้คนใช้งานกันอยู่แล้ว ขณะที่อุตสาหกรรมตั้งแต่การทำภาพยนตร์ อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงการผลิต ก็กำลังบูรณาการเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ประสิทธิภาพและความสะดวกสบายที่ได้รับจึงกลายเป็นคำตอบในตัวเอง
Poe Zhao ผู้ก่อตั้ง Hello China Tech จดหมายข่าวที่เน้นเรื่องอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน อธิบายว่า "คนจีนส่วนใหญ่สัมผัส AI ในฐานะสินค้าราคาถูกก่อน แล้วค่อยเป็นประเด็นถกเถียงทีหลัง เมื่อเทคโนโลยีแสดงตัวในฐานะบริการที่มีประโยชน์และต้นทุนต่ำ ผู้คนก็จะตัดสินมันจากประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ใช่จากสิ่งที่มันอาจจะทำร้ายพวกเขา"
ภาพนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับในสหรัฐฯ ที่ผู้บริหารและนักวิจัยระดับท็อปต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยงระดับล้างโลกจากการพัฒนา AI ที่รวดเร็วเกินไป ส่วนจีนซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจด้าน AI ที่สามารถท้าชนกับอเมริกาได้ กลับเงียบสงบในประเด็นนี้อย่างน่าแปลกใจ
"คำเตือนจากทางฝั่งจีนจะเงียบกว่า และใช้ชุดคำศัพท์ที่ต่างออกไป กรอบความคิดหลักของจีนคือความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียการควบคุมการทำงาน การนำไปใช้ในทางมิชอบ และการสร้างความวุ่นวายทางสังคม มากกว่าการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ" Zhao กล่าวเสริม
Zhao ยังให้ข้อมูลว่า การกำกับดูแล AI ของจีนส่วนใหญ่เกิดขึ้นเบื้องหลัง ผ่านการทำงานเชิงปฏิบัติตามมาตรฐานเทคนิคของเจ้าหน้าที่ การประเมินความปลอดภัย และการยื่นจดทะเบียนของบริษัทต่างๆ
นอกจากนี้ เส้นทางการพัฒนาของบริษัท AI ในจีนยังต่างจากฝั่งอเมริกา ซึ่งสะท้อนถึงลำดับความสำคัญและข้อจำกัดที่ต่างกัน แม้ห้องปฏิบัติการ AI ในจีนจะแคบช่องว่างตามหลังผู้นำฝั่งอเมริกาอย่าง Anthropic และ OpenAI ได้อย่างรวดเร็ว แต่โมเดลของจีนก็ยังตามหลังระบบที่ก้าวหน้าที่สุดของอเมริกาอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผล (Computing power) และเงินทุน
Liang Wenfeng ผู้ก่อตั้ง DeepSeek เคยเผยในการประชุมสายกับนักลงทุนว่า ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างแล็บ AI ของจีนและอเมริกา คือการเข้าถึงชิปประมวลผล AI ขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต่อการฝึกฝนโมเดล อันเป็นผลมาจากมาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงระดับการลงทุนที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ บริษัท AI ของจีนยังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างกำไรเป็นหลัก ทำให้ความสนใจมุ่งไปที่การใช้งานจริงมากกว่าการพัฒนาที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง
"สหรัฐฯ ให้ความสนใจกับการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ อย่างมาก" Su จาก Omdia กล่าว "แต่ในจีน อาจเน้นเรื่องขีดความสามารถขั้นสูงน้อยกว่า และไปเน้นที่การทำให้ AI สร้างผลผลิตและความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์มากกว่า"
การผงาดขึ้นของจีน
การพัฒนาทางเทคโนโลยีของจีนเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และการผงาดขึ้นบนเวทีโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เมื่ออุตสาหกรรม AI ของจีนมีศักยภาพมากขึ้น ชาวจีนจำนวนมากจึงมองว่าความก้าวหน้านี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญของการเติบโตทางเทคโนโลยีของชาติ
"ในจีนมีวัฒนธรรมที่สนับสนุน AI อย่างมาก" Su กล่าว "เทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาติมาโดยตลอด"
มุมมองนี้ตรงข้ามกับในอเมริกา ที่ความแคลงใจต่อบรรษัทขนาดใหญ่และรัฐบาลมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการต่อต้านการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีของจีน ตั้งแต่สมาร์ตโฟน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ ไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ต่างก้าวขึ้นมาท้าชนกับคู่แข่งในอเมริกา
Grace Shao นักวิเคราะห์เทคโนโลยี มองว่า ประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้สร้างความคาดหวังแบบไร้ข้อกังขาว่าเทคโนโลยีใหม่จะสามารถส่งมอบทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศได้ "คนทั่วไปได้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง และความสะดวกสบายให้พวกเขามากแค่ไหน ดังนั้นจึงมีข้อสันนิษฐานเงียบๆ ว่า AI ก็จะทำแบบเดียวกัน"
Shao เสริมว่า ประชาชนชาวจีนยังมีแนวโน้มที่จะพึ่งพารัฐบาลในการปกป้องคุ้มครอง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความพร้อมในการเข้าควบคุมกิจการที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ อย่างในปี 2020 ที่รัฐบาลปักกิ่งได้กวาดล้างและจัดระเบียบครั้งใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี เกม และการศึกษา ซึ่งมูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
"มีความเชื่อมั่นลึกๆ ของประชาชนว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่เหมือนผู้ปกครองอีกครั้ง ในการตีเส้นและวางแนวทางป้องกันสำหรับเทคโนโลยีใหม่นี้" Shao กล่าว
Shi จากมณฑลเหลียวหนิงก็เป็นหนึ่งในนั้น เขายังคงเชื่อมั่นว่าประโยชน์ของ AI มีมากกว่าข้อกังวล และไม่ควรชะลอการพัฒนาเพียงเพราะมันมีความเสี่ยง
"ผมคิดว่าเราควรถมเงินลงทุนและพัฒนา AI ต่อไป เพราะการจำกัดเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่ามันจะหยุดโต" เขาทิ้งทาย "จีนเป็นประเทศใหญ่ และยิ่งมีเหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนา AI เป็นอันดับต้นๆ"
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้