ผู้สร้าง Siri ก่อนโดน Apple ซื้อไป… ยังคงรอคอยให้ภาพฝันวันนั้นกลายเป็นจริง


Dag Kittlaus และ Adam Cheyer สองผู้ร่วมก่อตั้งระบบผู้ช่วยเสมือนจริงที่ตอนนี้สถิตอยู่ในอุปกรณ์นับพันล้านเครื่องของ Apple ได้เฝ้ามองและคิดถึง "สิ่งที่จะมาแทนที่ Search Engine" มาเป็นเวลานานแล้ว

ย้อนกลับไปในปี 2007 ทั้งคู่พร้อมด้วย Tom Gruber ได้ร่วมกัน zalo ก่อตั้งสตาร์ทอัพขึ้นมาจากแนวคิดผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาใน Stanford Research Institute (SRI) พวกเขาตั้งชื่อมันว่า Siri โดยมีเป้าหมายสร้างสิ่งที่ เรียกว่า “Do Engine” หรือเครื่องมือเพื่อการลงมือทำ

Siri กลายเป็นฟีเจอร์หลักของ iPhone นับตั้งแต่วันที่ Apple เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน iPhone 4S เมื่อปี 2011 แต่ทว่า ผู้ใช้งานส่วนใหญ่กลับใช้ Siri ทำเพียงงานพื้นฐานง่ายๆ อย่างการตั้งนาฬิกาปลุก หรือเปิดเพลงเท่านั้น

แต่ยักษ์ใหญ่แห่ง Cupertino ต้องการเปลี่ยนภาพจำนี้เสียใหม่ ด้วยการยกเครื่อง Siri AI ครั้งใหญ่ ตัวระบบใหม่ถูกสร้างขึ้นรองรับยุค AI โดยเฉพาะ สามารถวิเคราะห์สิ่งที่อยู่บนหน้าจอ อ่านข้อมูลจากปฏิทิน ข้อความ ตลอดจนแอปต่างๆ เพื่อตอบคำถามและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ซึ่ง Apple หวังว่าความเชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์นี้ จะช่วยให้ต่อกรกับคู่แข่งอย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google ได้

แม้ Kittlaus และ Cheyer จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา Siri มานานแล้ว แต่ทั้งคู่มองตรงกันว่า ระบบนิเวศ App Store ขนาดใหญ่ ความแพร่หลายของ iPhone และ Apple Watch รวมถึงจุดแข็งเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) จะเป็นไพ่ตายสำคัญที่ทำให้ Siri AI ยุคใหม่ได้เปรียบในการแข่งขัน

สงคราม AI ใน Apple

Apple เคยโดนจับตามองและวิจารณ์หนักมากว่าไล่ตามกระแส AI ไม่ทันคู่แข่ง การปรับโฉม Siri รอบนี้เกิดขึ้นหลังจาก ChatGPT เปิดตัวมานานพอสมควร ขณะที่ Google และ Samsung ต่างยัดฟีเจอร์ AI ลงในระบบปฏิบัติการ Android ไปไกลแล้ว ทั้งการค้นหาจากภาพบนหน้าจอ หรือการช่วยแนะนำตามพฤติกรรมผู้ใช้

Kittlaus ให้ความเห็นว่า Apple มักจะโฟกัสกับโปรดักต์รอบเปิดตัวถัดไปเป็นหลัก ทำให้ช่วงแรกอาจจะจับจังหวะความเปลี่ยนแปลงของ AI ไม่ทัน รวมถึงเคยต้องเลื่อนการเปิดตัว Siri เวอร์ชันยกเครื่องออกไปเพราะต้องการเวลาพัฒนาฟีเจอร์ให้สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเชื่อว่า Apple มีวัตถุดิบที่พร้อมที่สุดในการผลักดัน Siri ให้เข้าใกล้ภาพฝัน "Do Engine" ดั้งเดิม เช่น การดึงข้อมูลส่วนตัวในเครื่องมาตอบคำถามเฉพาะตัวบุคคล จากการทดสอบเบื้องต้น Siri AI สามารถค้นหาวันนัดหมอฟันจากข้อความ SMS สรุปข้อมูลวงดนตรีที่เพื่อนแนะนำในแชต หรือแม้แต่เซฟสูตรอาหารจาก Instagram ส่งเข้าแอปเพื่อเอาไว้ดูวันหลังได้ทันที

เพื่อความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย Apple ได้นำระบบ Private Cloud Compute มาใช้ โดยจะส่งข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น รวมถึงกระจายไปใช้งานบน Google Cloud ในบางฟีเจอร์ที่ทำงานร่วมกับ Gemini ด้วย

ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นโมเดลธุรกิจ

ด่านสำคัญถัดไปของ AI Assistant อาจไม่ใช่แค่เรื่องข้อจำกัดทางเทคโนโลยีเหมือนในอดีต แต่เป็น "โมเดลธุรกิจ" ของอุตสาหกรรมไอที

ในยุคก่อน AI ไม่ค่อยฉลาด การสั่งงานข้ามแอปต้องตั้งค่าและเชื่อมต่อด้วยตัวเองอย่างยุ่งยาก สู้กดสั่งเองในแอปยังง่ายกว่า แต่ Large Language Models (LLMs) ในปัจจุบันทำให้ AI เข้าใจคำสั่งภาษามนุษย์ที่ซับซ้อน และสามารถทำงานข้ามแอปหลายสเต็ปได้ทันที Apple และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีต่างพยายามมุ่งไปสู่จุดที่ "ผู้ใช้ไม่ต้องกดเปิดแอปอีกต่อไป แค่บอก AI ให้จัดการให้"

จุดนี้เองที่จะสร้างความกังวลให้บรรดาเจ้าของแอปพลิเคชันอย่างมาก หากผู้บริโภคใช้ Siri, Gemini หรือ ChatGPT ในการสั่งซื้อของ จองร้านอาหาร หรือจองที่พัก โดยไม่ต้องเปิดแอป Uber, Amazon, OpenTable หรือ Airbnb เจ้าของแอปย่อมไม่อยากให้ Apple หรือ AI ตัวไหนมาเปลี่ยนพฤติกรรมและควบคุมทราฟฟิกของผู้ใช้อย่างแน่นอน

Kittlaus ทิ้งท้ายว่า เขาตัดสินใจลาออกจาก Apple หลังจาก Steve Jobs เสียชีวิต เนื่องจากกังวลว่าวิสัยทัศน์ที่เคยคุยไว้ร่วมกับ Jobs จะไม่ถูกสานต่อโดยทีมบริหารในขณะนั้น แต่แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี มุมมองของเขามีต่อ AI Assistant ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้