เจาะลึก Rob Bonta อัยการสูงสุดแคลิฟอร์เนีย ตัวเต็งทางการเมืองผู้เปิดศึกท้าชนทั้ง Big Tech และฮอลลีวูด
ในทางกฎหมาย ร็อบ บอนตา (Rob Bonta) ในตำแหน่งอัยการสูงสุดแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย อาจเป็นเพียงผู้ดูแลผลประโยชน์ให้กับประชาชนในรัฐเดียว แต่ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของเขากลับก้าวขึ้นมาเป็นสปอตไลต์ของโลกธุรกิจระดับชาติ จากการเป็นหัวเรือใหญ่เปิดศึกกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดหลายคดี ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตและการเสพข้อมูล ข่าวสาร รวมไปถึงความบันเทิงของคนอเมริกันทั้งประเทศ
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บอนตา เพิ่งปิดดีลประวัติศาสตร์ด้วยการฟ้องร้องและไกล่เกลี่ยยอมความ (Settlement) กับ Meta เป็นเงินมูลค่าสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขาเป็นผู้นำพันธมิตรอัยการสูงสุดจากหลายรัฐ ยื่นฟ้องยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายนี้ในข้อหาพัฒนาแพลตฟอร์มที่ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน
และเป้าหมายถัดไปของเขาก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้นครับ บอนตา กำลังกดดันเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการโซเชียลมีเดียทั้งระบบ โดยออกตัวเตือนไปยัง TikTok และ YouTube ของ Google ว่า ทั้งสองแพลตฟอร์มจะต้องเผชิญหน้ากับการผนึกกำลังฟ้องร้องจากกลุ่มอัยการรัฐเช่นกัน หากไม่ยอมปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยสำหรับเยาวชน
ในเวลาเดียวกัน บอนตา ยังเป็นผู้นำศึกใหญ่ในการขัดขวางไม่ให้ Paramount เข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery (บริษัทแม่ของ CNN) ซึ่งการควบรวมกิจการมูลค่ามหาศาลนี้อาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมฮอลลีวูดและวงการข่าวโทรทัศน์ไปอย่างสิ้นเชิง
การเดินหน้าชนทั้ง Big Tech และยักษ์ใหญ่แห่งฮอลลีวูด ทำให้ บอนตา กลายเป็นผู้ท้าทายอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดและเจ้าพ่อองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งบางรายถึงกับต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของดอนัลด์ ทรัมป์
สำหรับ บอนตา งานระดับบิ๊กแมตช์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจประจำวันในสำนักงานอัยการสูงสุดแคลิฟอร์เนียที่มีบุคลากรกว่า 5,000 คน
อัยการสูงสุดวัย 53 ปีรายนี้ เคยเผยว่าแรงบันดาลใจในอาชีพของเขามาจาก Atticus Finch ทนายความในอุดมคติจากวรรณกรรมเรื่อง To Kill a Mockingbird ตัวเขาเองมีประวัติการต่อสู้ในคดีหินๆ มาอย่างยาวนาน รวมถึงการยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ถึง 87 คดี ซึ่งสำนักงานของเขาระบุว่าช่วยปกป้องงบประมาณอุดหนุนของรัฐไว้ได้มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์
“ในฐานะกระทรวงยุติธรรมระดับรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เรามีโอกาสพิเศษในการดูแลประเด็นที่ครอบคลุมและกว้างขวางมาก” บอนตา กล่าวกับ CNN “ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยสาธารณะ สิ่งแวดล้อม สิทธิการเจริญพันธุ์ ที่อยู่อาศัย การต่อต้านการผูกขาด หรือการรับมือปัญหาน้ำมันแพง การปกป้องประชาธิปไตย และสิทธิขั้นพื้นฐานในการออกเสียงลงคะแนน — เรากำลังแก้ปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวแคลิฟอร์เนียโดยตรง”
แม้ บอนตา จะมีกำหนดลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งต่อในฤดูใบไม้ร่วงนี้ แต่ผลงานในฐานะอัยการสูงสุดอาจเป็นสปริงบอร์ดนำเขาไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองที่สูงขึ้น เพราะในอดีต อัยการสูงสุดแคลิฟอร์เนียหลายคนก้าวขึ้นไปเป็นผู้ว่าการรัฐ รวมถึง คามาลา แฮร์ริส ที่ใช้ตำแหน่งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
การทำคดีใหญ่กับทั้งทรัมป์และทุนใหญ่ ทำให้ บอนตา กลายเป็นแขกประจำของรายการข่าวช่องเคเบิล ซึ่งช่วยขยายฐานเสียงและดึงดูดกลุ่มผู้บริจาคใหม่ๆ แต่ในทางกลับกัน เขาก็โดนวิจารณ์ไม่น้อยว่าการขยับตัวแต่ละครั้ง มีเรื่องของเกมการเมืองและการสร้างกระแสเข้ามาเกี่ยวข้อง
เอริก โกลด์แมน (Eric Goldman) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยซานตาคลารา ให้ความเห็นไว้ว่า “ท้ายที่สุด การตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับใช้นั้นเป็นเรื่องของการเมือง อัยการสูงสุดกำลังส่งสัญญาณให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่า เขากำลังฟังเสียงและทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอยู่”
ดาวรุ่งดวงใหม่แห่งการเมืองแคลิฟอร์เนีย
บอนตา เกิดที่ประเทศฟิลิปปินส์ในครอบครัวมิชชันนารีคริสเตียน และย้ายมาตั้งรกรากที่แคลิฟอร์เนียตั้งแต่อยู่ในวัยทารก ในวัยเด็ก พ่อแม่ของเขาทำงานให้กับเคลื่อนไหวด้านแรงงาน United Farm Workers บอนตาเรียนจบระดับมัธยมด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (Valedictorian) ก่อนจะคว้าปริญญาตรีและปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) แถมยังเคยเป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัยอีกด้วย
ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการสูงสุดในปี 2021 เขาเคยดำรงตำแหน่ง สส. ระดับรัฐ และรองอัยการเมืองซานฟรานซิสโก ในช่วงที่ทำงานในสภาแคลิฟอร์เนีย บอนตา เคยผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบการประกันตัว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองสูงมาก เพราะเป็นเรื่องที่กลุ่มทุนใหญ่ไม่สนใจ แถมยังเจอการต่อต้านอย่างหนักจากธุรกิจธุรกิจรับประกันตัว
โรเบิร์ต เฮิร์ตซเบิร์ก (Robert Hertzberg) อดีตผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาแคลิฟอร์เนีย ย้อนความทรงจำถึงช่วงที่ร่วมงานกับบอนตาว่า “เขาไม่ลังเลเลย ไม่มีใครบริจาคเงินทางการเมืองให้เขาเพราะเรื่องนี้ ไม่มีผู้เลือกลงคะแนนเสียงให้เพราะเรื่องนี้ แต่มันคือสิ่งที่ถูกต้องที่ต้องทำ”
ในปี 2022 บอนตา ชนะการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดเต็มสมัย และในวันที่เพื่อนของเขาอย่าง คามาลา แฮร์ริส พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทิศทางในวาระที่เหลือของเขาก็ชัดเจนทันที — เขาจะกลายเป็น “โฉมหน้าแห่งการขัดขวางทางกฎหมายของแคลิฟอร์เนีย” ต่อประธานาธิบดี ดอนัลด์ ทรัมป์
เพียงหนึ่งวันหลังจากการประกาศชัยชนะของทรัมป์ในปี 2024 บอนตา ได้จัดงานแถลงข่าวหน้าสะพานโกลเดนเกต พร้อมประกาศว่า “คุณมั่นใจได้เลยว่าในฐานะอัยการสูงสุดแคลิฟอร์เนีย ถ้าทรัมป์โจมตีสิทธิของคุณ ผมจะอยู่ตรงนั้น ถ้าทรัมป์คุกคามเสรีภาพของคุณ ผมจะอยู่ตรงนั้น”
และในวันแรกที่ทรัมป์เข้าทำงานในทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม 2025 บอนตา ร่วมกับกลุ่มอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครต ได้ยื่นฟ้องคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ที่พยายามยกเลิกสิทธิการได้สัญชาติโดยกำเนิด (Birthright Citizenship) ซึ่งต่อมาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำตัดสินยกเลิกคำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ในเดือนมิถุนายน 2026
การยอมความครั้งประวัติศาสตร์ของ Meta
หลังการสืบพยานในชั้นศาลระหว่าง Meta กับ 4 รัฐ (รวมถึงแคลิฟอร์เนีย)ดำเนินไปได้ราว 10 วัน และเพียงไม่นานก่อนที่ อดัม มอสเซรี (Adam Mosseri) หัวหน้าทีม Instagram จะต้องขึ้นให้การต่อ บริษัทก็ยอมตกลงข้อเสนอไกล่เกลี่ย
ข้อตกลงนี้ ซึ่งบอนตานิยามว่าเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่" รวมไปถึงการปฏิรูปมาตรการคุ้มครองวัยรุ่นบนแพลตฟอร์มของ Meta อย่างครอบคลุม บอนตา ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า Meta “โกหกพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ได้ให้ข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขานำไปปกป้องลูกหลาน และตอนนี้เราได้เปิดเผยความจริงออกมาแล้ว”
แม้ Meta จะไม่ได้ยอมรับผิดในข้อตกลงนี้ และเงิน 18,000 ล้านดอลลาร์จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับรายได้ 200,000 ล้านดอลลาร์ที่บริษัททำได้ในปีที่ผ่านมา แต่การยอมความครั้งนี้อาจจุดชนวนการเปลี่ยนแปลงทั้งอุตสาหกรรม โดย Meta ระบุว่าจะยอมจ่ายเงินเพียง 70% ของยอดดังกล่าว เว้นแต่ TikTok และ YouTube จะยอมตกลงปรับเปลี่ยนมาตรการความปลอดภัยในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเงื่อนไขแปลกๆ นี้คือชัยชนะของ Meta โดยโกลด์แมน ชี้ว่า “Meta ใช้เงิน 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็นตัวดึงให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรงอิทธิพลระดับประเทศ ออกไปทำงานแทนตนเอง เพื่อบีบให้คู่แข่งต้องปรับตัวตาม Meta จะได้ไม่เสียเปรียบในการแข่งขัน”
ประเด็นความปลอดภัยเด็กบนโซเชียลมีเดียไม่ใช่ศึกเดียวของ บอนตา กับวงการเทคฯ สำนักงานของเขายังมีคดีค้างอยู่ในศาลกับบริษัทเทคโนโลยีอีก 6 แห่ง รวมถึงคดีผูกขาดทางการค้ากับ Apple และ Live Nation นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นปี เขายังประกาศสอบสวน xAI ของ อีลอน มัสก์ จากกรณีเอไอ Grok ถูกนำไปใช้สร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็กโดยยินยอม รวมถึงการสนับสนุนกฎหมายความปลอดภัยของเด็กสำหรับการใช้งานแชตบอต AI อีกด้วย
เปิดศึกขัดขวาง Paramount
คดีความจาก 12 รัฐที่ยื่นฟ้องเพื่อระงับการควบรวมกิจการระหว่าง Paramount และ Warner Bros. Discovery มีกำหนดขึ้นศาลในเดือนมีนาคม โดย บอนตา กลายเป็นภาพจำหลักของคดีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐใหญ่ (และเป็นบ้านของ Paramount) อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่บอนตารุกหนักด้านสื่อ ทั้งการออกสัมภาษณ์และโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานของเขาใช้เวลาหลายเดือนในการตรวจสอบข้อดีข้อเสียของการควบรวมกิจการครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ฮอลลีวูดแตกออกเป็นสองฝ่าย
ฝั่งพันธมิตรของ Paramount ออกมาชี้หน้าว่า บอนตา กำลังทำลายอุตสาหกรรมและใช้คดีนี้เล่นเกมการเมือง ด้วยการขัดขวางการควบรวมกิจการสื่อที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลกลางไปแล้ว แต่ทีมของบอนตายังยืนหยัดในมุมมองที่ว่า รัฐบาลทรัมป์ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง และสร้างความเสียหายต่อสาธารณชน
บอนตา เผยกับ CNN ว่า สำนักงานของเขากำลังเข้ามาอุดช่องว่างที่รัฐบาลกลางปล่อยเกียร์ว่าง “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รัฐบาลกลางล้มเหลวในการทำงานสำคัญที่เคยทำมาตลอด ทั้งเรื่องสิทธิพลเมือง การคุ้มครองผู้บริโภค หรือกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ผมเชื่อว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียที่จะต้องก้าวออกมาทำหน้าที่แทน”
ด้านผู้บริหาร Paramount โต้แย้งว่า ดีลซื้อ WBD ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการฟ้องร้องของกลุ่มอัยการรัฐจะพ่ายแพ้ในชั้นศาลอย่างแน่นอน แต่คำฟ้องนี้ได้แช่แข็งแผนงานของ Paramount และ WBD ไว้ชั่วคราว จนทำให้ Paramount ถึงขั้นออกปากขู่ว่าจะย้ายฐานออกจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่ง บอนตา ได้ออกมาสวนทันควันว่าคำพูดดังกล่าวเข้าข่าย "แบล็กเมล" ทว่าผู้นำทางการเมืองคนอื่นๆ ในแคลิฟอร์เนียเริ่มแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้นี้
บอนตา ระบุเสมอว่าเขาชอบที่จะเจรจาหาข้อตกลงในห้องประชุมมากกว่าการไปหักกันในชั้นศาล แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน เขาได้ประกาศยกเลิกการเจรจาระหว่างสองฝ่าย พร้อมกล่าวหา Paramount ว่าแอบปล่อยข้อมูลการประชุมลับให้ผู้สื่อข่าวและ "เล่นเกม" ซึ่งฝ่าย Paramount ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
แม้การไกล่เกลี่ยคดี Meta จะแสดงให้เห็นว่า บอนตา พร้อมที่จะประนีประนอมหากได้เงื่อนไขที่พอใจ แต่เขาเปิดเผยกับ Politico ว่ากรณีของ Paramount นั้นแตกต่างออกไป “Meta ชัดเจนว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่เคยขู่ว่าจะย้ายออก Paramount ก็ทำแบบเดียวกันได้ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะใช้คำขู่และแบล็กเมล”
แม้การเจรจายอมความอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์ข้างหน้า แต่สิ่งที่ Paramount และ WBD ต้องเผชิญในการต่อสู้ที่ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ คือคู่ปรับที่ไม่เคยมีประวัติยอมถอยให้ใครมาก่อน
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้