อังกฤษเอาจริง! เตรียมคลอดกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปีที่ "โหดที่สุดในโลก"
ผมมีข่าวใหญ่จากฝั่งอังกฤษมาให้ฟังครับ เรียกว่าเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการไอทีและสังคมโลกตอนนี้เลย เมื่อนายกรัฐมนตรี คีร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ของอังกฤษ เพิ่งออกประกาศกร้าวว่าจะสั่งแบนไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเคลมว่ามาตรการนี้จะ "ไปไกลกว่าประเทศใดๆ ในโลก" เพื่อปกป้องเด็กๆ จากภัยอันตรายออนไลน์ครับ
รายละเอียดของเรื่องนี้เป็นอย่างไร? แล้วมันจะทำได้จริงไหม? ผมสรุปให้ฟัแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
กฎหมายนี้แบนอะไรบ้าง?
คำนิยามของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า กฎหมายนี้จะครอบคลุม "แพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้โต้ตอบกัน (User-to-user) มีวัตถุประสงค์เพื่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ยอมให้ผู้ใช้โพสต์เนื้อหาได้ และมีการใช้ระบบอัลกอริทึม"
แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เด็กๆ อังกฤษที่อายุไม่ถึง 16 ปี จะหมดสิทธิ์เข้าใช้แพลตฟอร์มยอดฮิตเหล่านี้ทันทีครับ
- Snapchat
- TikTok
- YouTube
- X (Twitter)
ประเทศอื่นเขาทำกันไหม? หรืออังกฤษคิดอยู่คนเดียว?
อังกฤษไม่ใช่ที่แรกครับ ตอนนี้เทนรด์โลกกำลังมาทางนี้เลย
- ออสเตรเลีย: เป็นเสือปีนไวรายแรกของโลกที่เริ่มแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่น 10 แพลตฟอร์มใหญ่ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว
- สเปน: เพิ่งสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีไปเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนสุดเข้มงวด
- มาเลเซีย: เริ่มบังคับใช้มาตรการแบนของตัวเองเมื่อต้นเดือนนี้เองครับ
- ฝรั่งเศษ, เดนมาร์ก และนอร์เวย์: ก็กำลังต่อคิวเตรียมคลอดกฎหมายทำนองนี้เช่นกัน
คำถามสำคัญ แบนแล้วมันได้ผลจริงหรอ?
ถ้าดูจากพี่ใหญ่อย่าง ออสเตรเลีย ผลลัพธ์อาจจะยังไม่สวยหรูเท่าไหร่ครับ ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต (eSafety) ของออสเตรเลียระบุว่า "เด็กๆ แอบมุดรูหนีได้เพียบ"
จากการสำรวจผู้ปกครองพบว่า เด็กประมาณ 7 ใน 10 คนที่มีบัญชีโซเชียลอยู่ก่อนกฎหมายบังคับใช้ ก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติ แม้จำนวนเด็กเล่นโซเชียลจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังมีเด็กต่ำกว่า 16 ปีโลดแล่นอยู่บนโลกออนไลน์อีกมหาศาล แถมตอนนี้ทางการออสเตรเลียก็ยังไม่ได้สั่งปรับบริษัทเทคฯ รายไหนเลย (แม้ว่า Snapchat, TikTok, Facebook, Instagram และ YouTube กำลังโดนสอบสวนอยู่ก็ตาม)
แล้วของอังกฤษจะต่างจากออสเตรเลียอย่างไร?
รัฐบาลอักฤษรู้จุดอ่อนข้อนี้ดีครับ เลยกะจะบล็อกให้เบ็ดเสร็จกว่าเดิม โดยจะ แบนฟังก์ชันที่เป็นอันตราย เช่น การไลฟ์สด (Livestreaming) และระบบที่เปิดให้คนแปลกหน้าทักแชตหาเด็ก ซึ่งมาตรการนี้จะลามไปถึงบริการออนไลน์อื่นๆ อย่าง "เว็บเกม" ด้วย
รมว. เทคโนโลยีของอังกฤษ ลิซ เคนดอล (Liz Kendall) ย้ำว่าอังกฤษจะถอดบทเรียนจากออสเตรเลีย เพื่อทำให้เด็กๆ "มุดหรือหลบเลี่ยงระบบป้องกันได้ยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า" ครับ
เสียงสะท้อนจากมูลนิธิเด็ก และ "เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน"
ผลสำรวจบอกว่า พ่อแม่ชาวอังกฤษกว่า 90% เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ครับ ขณะที่มูลนิธิเพื่อเด็กต่างๆ ก็ออกมาขานรับ แต่ก็ฝากเตือนไว้ว่า "การแบนไม่ใช่ยาสารพัดนึก" บริษัทโซเชียลมีเดียต่างหากที่ต้องรับผิดชอบทำให้แพลตฟอร์มตัวเองปลอดภัย ไม่ใช่โยนภาระให้เด็กดูแลตัวเอง
นอกจากนี้ เจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน (Duke and Duchess of Sussex) ก็ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุน โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ แพลตฟอร์มต้องถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยตั้งแต่แรก และต้องเห็นแก่สวัสดิภาพของเด็กมากกว่ายอดไลก์ ยอดแชร์ หรือผลกำไรครับ
ฝั่ง "บิ๊กเทค" (Meta & Snapchat) ว่ายังไงบ้าง?
แน่นอนครับว่าค่ายโซเชียลมีเดียไม่ค่อยเห็นด้วย
- Meta (เจ้าของ Facebook/IG): ออกมาเบรกว่า การแบนไม่ได้ช่วยให้เด็กปลอดภัยขึ้นเลย แต่อาจจะยิ่งผลักให้วัยรุ่นโดดเดี่ยวจากชุมชนออนไลน์ และหันไปพึ่งพาแพลตฟอร์มใต้ดินที่ไม่มีระบบความปลอดรองรับด้วยซ้ำ ทางที่ดีควรไปแก้ที่ระบบยืนยันอายุบนตัวเครื่องสมาร์ทโฟนดีกว่า
- Snapchat: บอกว่าแอปของตัวเองเน้นคุยกับเพื่อนสนิทและครอบครัว การแบนตัดขาดความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรแต่อาจทำให้เด็กขาดความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไร แต่อาจทำให้เด็กเตลิดไปใช้แพลตฟอร์มที่อันตรายกว่าเดิม
#DRKRIT drkrit.com #กระแสไอที #ข่าวไอที #ไทยสมาร์ทซิตี้